ถอดรหัสมาตรการเยียวยาชุดใหม่ ไหวไหมคนดี!!


203


หลังจากขยับปรับแล้วปรับอีก!! ในที่สุด ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 13 ก.ค.ก็ได้เคาะผ่าน “มาตรการเยียวยา” ผลกระทบจาก “โควิดระลอกที่ 3 พลัสเดลตา” และมาตรการกึ่งล็อกดาวน์ กึ่งเคอฟิวส์ ออกมาอย่างเป็นทางการ


วันเดียวกันกับที่ “ธนิต  โสรัตน์” รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย ออกมาระบุว่า ภาพรวมความเสียหายทางเศรษฐกิจของไทยที่เกิดจากผลกระทบโควิด-19 ที่เกิดขึ้นยาวนานมาตั้งแต่เดือนก.พ.2563 จนถึงขณะนี้  อาจสูงกว่า 11 ล้านล้านบาท คิดเป็น 65.3% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เมื่อ เทียบจากปีฐานปี 2562 โดยคำนวณจากมูลค่าจีดีพีที่หดตัวลง


เนื้อหาโดยสรุปของ มาตรการเยียวยาชุดใหม่ ซึ่งพยายามจะแยกแยะให้อ่านง่ายขึ้นนั้น จะแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนแรก เยียวยาประชาชน กลุ่มแรงงาน นายจ้างในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด 10 จังหวัด  ได้แก่ กรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร นครปฐม นราธิวาส ปัตตานี ยะลา และสงขลา  


และส่วนที่ 2 เป็นการเยียวยาผลกระทบทั้งประเทศ


โดยส่วนแรก ประกอบด้วย ให้เงินช่วยเหลือแรงงานในระบบและนอกระบบประกันสังคมในกิจการที่ได้รับผลกระทบ ในเบื้องต้นขณะนี้ให้ความช่วยเหลือเป็นเวลา 1 เดือน 


ใน 9 สาขาอาชีพ ได้แก่ ก่อสร้าง ที่พักแรมและบริการด้านอาหาร กิจกรรมศิลปะ ความบันเทิง นันทนาการ และกิจกรรมบริการด้านอื่นๆ การขนส่งและสถานที่เก็บสินค้า ขายส่งและขายปลีก ซ่อมยานยนต์ กิจกรรมการบริหารและบริการสนับสนุน สาขากิจกรรมวิชาชีพ วิทยาศาสตร์และกิจกรรมทางวิชาการ  และสาขาข้อมูลข่าวสารและการสื่อสาร
 

โดย 1. หากเป็นลูกจ้างในระบบประกันสังคม ม.33 จะได้รับเงินช่วยเหลือรวมสูงสุด 10,000 บาท เป็นเงินช่วยเหลือผ่านระบบประกันสังคมในกรณีว่างงานในอัตรา 50% ในกรณีว่างงาน สูงสุดไม่เกินคนละ 7,500 บาท ตลอดระยะเวลาถูกสั่งปิดกิจการแต่ไม่เกิน 90 วัน และรัฐบาลจะให้เงินช่วยพิเศษอีกคนละ 2,500 บาท เพิ่มขึ้นจากการอนุมัติช่วยเหลือในที่ประชุมครม.วันที่ 6 ก.ค.อีกคนละ 500 บาท เป็นเวลา 1 เดือน


2. ผู้ประกันตนมาตรา 39 และมาตรา 40 สัญชาติไทย ได้รับเงินช่วยเหลือคนละ 5,000 บาท  1 เดือน


3. ผู้ประกอบอาชีพอิสระ หรือเป็นผู้ประกอบการที่ไม่มีลูกจ้าง ที่ยังคงประกอบอาชีพปัจจุบัน จะได้รับเงินช่วยเหลือคนละ 5,000 บาทเป็นเวลา 1 เดือนเช่นกัน แต่ต้องเตรียมหลักฐานเพื่อลงทะเบียนเป็นผู้ประกันตนมาตรา 40 ภายในเดือน ก.ค.นี้เพื่อให้ได้รับความช่วยเหลือ


4. ลูกจ้างที่ไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคม ให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบประกันสังคม ม.33 ภายในเดือน ก.ค. โดยเบื้องต้นลูกจ้างสัญชาติไทย จะได้รับเงินช่วยเหลือเฉพาะจากรัฐคนละ 2,500 บาท แต่การเข้าสู่ระบบประกันสังคม ถือเป็นการแสดงตัวตนซึ่งจะทำให้ได้รับความช่วยเหลืออื่นๆ เพิ่มเติมในอนาคต


5. นายจ้างที่มีลูกจ้างเป็นผู้ประกันตน มาตรา 33 จะได้รับความช่วยเหลือตามจำนวนลูกจ้าง 3,000 บาทต่อคน สุงสุดไม่เกิน 200 คน หรือสูงสุด 600,000 บาท จำนวน 1 เดือน  


6. นายจ้างที่มีลูกจ้างไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคม ให้ไปขึ้นทะเบียนลูกจ้างเป็นประกันตนมาตรา 33 ภายในเดือน ก.ค.นี้ จะได้รับเงินช่วยเหลือตามจำนวนลูกจ้างคนละ 3,00 บาทสูงสุดไม่เกิน 200 คน 1 เดือน เช่นกัน


7. กรณีเป็นผู้ประกอบการในระบบถุงเงิน ภายใต้โครงการคนละครึ่ง เราชนะ จากเดิมให้ความช่วยเหลือเฉพาะร้านอาหารและเครื่องดื่ม ขยายเพิ่มให้กับ ร้านโอทอป ร้านค้าทั่วไป ร้านค้าบริการ และกิจการขนส่งสาธารณะ(ไม่รวมกิจการขนาดใหญ่) โดยให้ไปลงทะเบียนเป็นผู้ประกันตo มาตรา 40 เพื่อให้ได้รับความช่วยเหลือ 5,000 บาท


การเยียวยาส่วนที่ 2 คือ การช่วยเหลือประชาชน และธุรกิจทั่วประเทศในภาพรวม ประกอบด้วย 


1. ลดค่าน้ำค่าไฟ โดยลดค่าน้ำเฉพาะบ้านอยู่อาศัยและกิจการขนาดเล็ก 10% ในใบแจ้งหนี้เดือน ส.ค.-ก.ย.นี้  และลดค่าไฟฟ้า สำหรับใบแจ้งหนี้เดือน ก.ค.-ส.ค.2564  ทั้งในส่วนบ้านเรือนประชาชนและภาคธุรกิจ โดยใช้หลักการเดิมในการลดค่าไฟในเดือน พ.ค.-มิ.ย.ที่ผ่านมา แต่ได้ปรับค่าไฟเดือนฐานจากเดือน เม.ย.ซึ่งมีการใช้ไฟสูง มาเป็นเดือน ก.พ.เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากการลดค่าไฟมากขึ้น


2. ลดค่าเทอม โดยให้กระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวตกรรม หาแนวทางการลดค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564  เป็นกรณีพิเศษ  พร้อมให้จัดทำข้อเสนอโครงการในลักษณะรัฐร่วมสมบทภาระส่วนลดให้แก่สถานศึกษาบางส่วน  เพื่อเสนอให้ครม. พิจารณาภายใน 1 สัปดาห์


3. ให้กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะพิจารณาแนวทางทางการเงิน เพื่อช่วยเหลือสถานศึกษาภาคเอกชนที่ประสบปัญหาทางการเงินที่เหมาะสม 


4. ให้กระทรวงการคลัง  ธปท. หารือกับธนาคารพาณิชย์ เพื่อดำเนินมาตรการผ่อนปรนการชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ยหรือการเลื่อนงวดการชำระเงินต้นและดอกเบี้ยให้แก่ประชาชนและผู้ประกอบการอย่างจริงจัง จะพิจารณามาตรการช่วยเหลือในระยะต่อไปโดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั่วประเทศต่อไป


จากมาตรการเยียวยาข้างต้นนั้น หากถามภาคเอกชนว่า เพียงพอรองรับผลกระทบหรือไม่นั้น ตัวเงินที่ได้รับความช่วยเหลือน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด เทียบกับความช่วยเหลือช่วงการล็อกดาวน์ครั้งแรก แต่ในส่วนของนายจ้างนั้น ถือว่าเป็นครั้งแรกที่ได้รับความช่วยเหลือเป็น “ตัวเงิน” โดยตรง หลังจากที่ร้องขอมาเนิ่นนาน


ส่วนความเห็นของนักเศรษฐศาสตร์นั้น มองว่าภายใต้ข้อจำกัดของวงเงินงบประมาณ และวงเงินกู้ของรัฐบาลที่มีอยู่ในขณะนี้ รัฐบาลได้พยายามดีไซน์เงินที่มีไม่มาก ให้กระจายไปทุกกลุ่มได้ดีพอควร 


แต่อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ระลอก 3 พลัสเดลตา และปัญหาวิกฤตในด้านสาธารณสุขที่เกิดขึ้นมาประมาณ 1 เดือน ทำให้มีการสะสมของความเสียหายมากกว่าที่คาดไว้มาก


โดยคาดว่า การให้ความช่วยเหลือในเบื้องต้น 1 เดือนอาจจะไม่เพียงพอต่อการควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดในรอบนี้ โดยคาดว่าอาจจะต้องใช้เวลาอย่างเร็ว 2 เดือน มากกว่านั้น


ทำให้รัฐบาลเองต้องเตรียมเงินเยียวยาเพิ่มเติม ในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้า รวมทั้งวงเงินพิเศษ สำหรับรองรับสถานการณ์ที่ฉุกเฉิน (มากกว่าในปัจจุบัน) ด้วย 


ขณะที่สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ ตั้งสติ หยุดเมาหมัด ประสานการทำงานทั้งในภาคสาธารณสุข คำสั่งของรัฐบาลกลาง และนโยบายการเงิน การคลัง ให้เป็นไปในทางเดียวกันให้มากกว่านี้ เพื่อให้เห็นเส้นทางที่ชัดเจนในการยุติการแพร่ระบาด การจัดการวัคซีน การแก้ไขเยียวยาที่ตรงจุด และออกจากมาตรการกึ่งล็อกดาวน์ครั้งนี้ให้เร็วที่สุด 


เพราะยิ่งช้า สถานการณ์ยิ่งง่อนแง่นมากขึ้น เสี่ยงต่อการล้มครืนทั้งกระดาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในส่วนของเศรษฐกิจไทย

 

🖌 On The Go


203