ให้ลูกหนี้มีเวลาหายใจ : พักหนี้ 2 เดือน 


82

 

ให้ลูกหนี้มีเวลาหายใจ : พักหนี้ 2 เดือน 

 

หลังจากที่ทางการพยายามเดินหน้า “บรรเทาภาระหนี้” ด้วยการเร่งรัด “การปรับโครงสร้างหนี้” มาตลอด 1 ปีครึ่งภายใต้วิกฤตโควิด-19  ทั้งในส่วนของหนี้ส่วนบุคคล หนี้บัตรเครดิต และหนี้เช่าซื้อ รวมถึงในฝั่งของลูกหนี้ธุรกิจรายกลาง รายย่อย หรือเอสเอ็มอี 

 

วันนี้ เมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 วิกฤตหนักอีกครั้ง โดยเฉพาะเมื่อโควิด-19 ระลอก 3 นี้เข้าสู่เฟส 2 หรือ ระยะโควิด-19 ระลอก 3 พลัสเดลตา ส่งผลให้รัฐบาลต้องกลับมาล็อกดาวน์กิจกรรมทางเศรษฐกิจอีกครั้ง และแม้ว่าการประกาศอย่างเป็นทางการออกมาแบบเบาๆ ซอฟท์ๆ ว่า เป็นมาตการกึ่งล็อกดาวน์ แค่ 14 วัน แต่เมื่อผ่านมา 5  วัน ใกล้จะครบ 1 สัปดาห์ ตัวเลขผู้ติดเชื้อใหม่ยังไม่มีเบา ไม่มีแผ่วอยู่ที่หลัก 8-9 พันคนต่อเนื่อง


    
โอกาสที่ภาคธุรกิจจะกลับมาเปิดให้บริการอีกใน 14 วัน น่าจะเป็นศูนย์  โดยนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่มองกันยาวๆ อย่างเร็วๆ ที่ 2 เดือน หรือหลายคนพูดถึง 6 เดือนอันตรายที่ต้องประคองเศรษฐกิจกันยาวๆ ถึงสิ้นปี


    
ส่วนนี้ยังไม่รวมปัจจัยใหม่ที่เพิ่งรับทราบกันว่า วัคซีนหลักชนิดที่ 2 ของประเทศไทย “แอสตราเซเนกา” จะไม่สามารถส่งมอบครบจำนวนในสิ้นปีนี้ตามที่สั่งไว้ และอาจจะต้องใช้เวลาลากยาวไปอีกหลายดือน หรือครึ่งปีถึงจะส่งมอบได้ครบจำนวน ท่ามกลางความตื่นตระหนกของคนไทยที่มีวัคซีนหลักคือ “ซิโนแวค” ที่มีแรงต้านทานโควิดสายพันธุ์เดลตาได้ไม่มาก แม้ว่าฉีดครบโดสแล้ว 2 เข็ม


    
“ภูมิคุ้มกันหมู่” ของไทยหายไปไหน!!
    
เมื่อเศรษฐกิจส่อจะทรุดอีกนาน คนไม่ใช้จ่าย รายได้ลดลงต่อเนื่อง วันนี้คนที่เดือดร้อนหนักคือ “คนที่เป็นหนี้เป็นสิน” และที่น่าสนใจไปกว่านั้น คือ จำนวนคนไทยที่เป็นหนี้ในระบบของเราวันนี้มีมากกว่า 50% ของประชากรทั้งประเทศ ครอบคลุมตั้งแต่วัยเริ่มทำงานไปจนถึงคนหลังเกษียณ  และจำนวนหนึ่งมีหนี้ที่ต้องผ่อนส่งมากกว่า 70% ของรายได้ที่ได้ในแต่ละเดือน 


    
เหมือนคำคมที่ส่งต่อกันในโซเชียล มีเดีย ที่ว่า “ไฟเซอร์ยังไม่มา แต่ไฟแนนซ์มาแล้ว” หากรัฐไม่ประกาศให้พักหนี้  วันนี้ คาดกันว่า 3 เดือนหลังจากนี้ จำนวนคนเบี้ยวหนี้หรือ คนที่เริ่มขาดส่งหนี้จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจำนวนมหาศาล และจะเป็นคนทุกกลุ่มทั้งลูกหนี้ที่ยังไม่เคยปรับโครงสร้างหนี้มาก่อน และลูกหนี้ที่ปรับโครงสร้างหนี้ไปแล้ว


    
เมื่อวันที่ 15 ก.ค.ที่ผ่านมา กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ธนาคารรัฐ สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ธนาคารพาณิชย์ และผู้ให้บริการสินเชื่อที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (นอนแบงก์) ได้ร่วมมือกันออกมาตรการ “พักหนี้เงินต้นและดอกเบี้ย 2 เดือน” สำหรับลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ในส่วนของเอสเอ็มอีและรายย่อย


    
“ลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง”
คือ ใครบ้าง คือ ลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทั้งที่อยู่ในพื้นที่ควบคุมสูงสุด 10 จังหวัดและนอกพื้นที่ควบคุม ซึ่งเป็นได้ทั้งนายจ้างของสถานประกอบการที่ถูกสั่งปิดกิจการตามคำสั่งของทางการ รวมทั้งลูกหนี้ที่ถูกเลิกจ้าง หรือตกงานจากคำสั่งดังกล่าว


    
โดยตั้งแต่วันจันทร์ที่ 19 ก.ค.นี้ จนถึงวันที่ 15 ส.ค.สถาบันการเงินเจ้าหนี้จะเปิดช่องทางให้ลูกหนี้โดยตรงเหล่านี้ขอรับความช่วยเหลือ โดยสามารถสมัครผ่านแอพพลิเคชั่นธนาคารออนไลน์ ติดต่อผ่านคอลเซ็นเตอร์ของธนาคาร ผ่านเฟซบุ๊กธนาคาร และลูกหนี้เอสเอ็มอีสามารถติดต่อเจ้าหน้าที่สัมพันธ์ที่ดูแลสินเชื่อของตนเองได้ด้วย  โดยไม่ต้องไปที่สาขาเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19


    
ซึ่งการพักหนี้ดังกล่าว ธปท.ยืนยันว่า ไม่ถือว่าเป็นการผิดนัดชำระหนี้ ไม่แสดงฐานะการผิดนัดชำระหนี้ในเครดิตบูโร และเจ้าหนี้จะเรียกเก็บดอกเบี้ยหรือค่าธรรมเนียมการผิดนัดชำระหนี้ไม่ได้ 


    
หากผ่านคุณสมบัติ เจ้าหนี้จะเริ่มให้พักหนี้ทันทีในรอบเดือน ก.ค.เป็นเดือนแรก และเดือน ส.ค.เป็นเดือนที่ 2 ซึ่งจะทำให้นายจ้างที่ถูกปิดกิจการไม่มีรายได้ และลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างได้หยุดภาระส่งหนี้ไประยะหนึ่ง 


    
แต่ไม่ได้หมายความว่า หนี้ส่วนนี้หายไป เพราะเมื่อกลับมาผ่อนส่งใหม่ หนี้เงินต้นและดอกเบี้ยที่เดินต่อเนื่องในช่วงเวลาพักหนี้ จะนำมาเฉลี่ยเพิ่มในการผ่อนส่งงวดต่อๆ ไป หรือทบไปจ่าย 2 งวดสุดท้ายหลังจากผ่อนหนี้ปกติครบจำนวนแล้ว


    
ทั้งนี้ หากใครไม่แน่ใจว่า คุณสมบัติเข้าเกณฑ์ที่จะได้รับพักหนี้ 2 เดือนหรือไม่ ให้ลองสอบถามที่คอลเซ็นเตอร์ของแต่ละธนาคาร หรือศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ศคง.)ของธปท.ที่เบอร์ 1213


    
อย่างไรก็ตาม แม้ลูกหนี้ส่วนหนึ่งจะมีเวลาพักหายใจ แต่ลูกหนี้อีกส่วนหนึ่งที่น่าจะมีจำนวนมากกว่า มีลูกจ้างจำนวนมากกว่า ซึ่งทางการเรียกว่า ลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบทางอ้อมยังไม่ได้รับการช่วยเหลือที่ตรงจุด


    
ลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบทางอ้อม  คือใคร คือ ได้รับผลกระทบจากรายได้ที่ลดลงมาก แต่กิจการไม่ได้ถูกทางการสั่งปิด ทั้งในพื้นที่ 10 จังหวัดและนอกพื้นที่ เช่น ร้านอาหาร โรงแรมที่พัก ร้านทำผม ฟิสเนส ร้านค้ารายย่อย ฯลฯ 


    
ส่วนนี้ ธปท.และสถาบันการเงินเจ้าหนี้  ระบุว่า สามารถเข้ามาขอรับความช่วยเหลือเพิ่มเติมได้ แต่ยังไม่ได้พักหนี้ 2 เดือน แบบกลุ่ม โดย ธปท.ชี้แจงว่า กำชับให้สถาบันการเงินพิจารณาให้ความช่วยเหลือแก่ลูกหนี้ตามความจำเป็นและสอดคล้องกับสถานการณ์ของลูกหนี้ 


    
แต่ในข้อเท็จจริงแล้ว แม้ลูกหนี้กลุ่มนี้จะไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นก็ถือว่าหนักหนาสาหัส บางรายรายได้ลดลงสูงถึง 80% ดังนั้น  “ลูกหนี้กลุ่มนี้” ถือเป็นอีกกลุ่มที่เปราะบางมาก และหากไม่เร่งรัดเข้าไปช่วยเหลือด้านสภาพคล่อง หรือพักการชำระหนี้ในเวลาที่เหมาะสม ลูกหนี้กลุ่มนี้อาจจะไม่สามารถประคองธุรกิจ และประคองการจ้างงานไว้ได้เช่นกัน 


    
และล่าสุด เท่าที่รู้มา รัฐบาลเตรียมที่จะเพิ่มความเข้มข้นในการล็อกดาวน์ขึ้นอีก ธุรกิจโดยอ้อมเหล่านี้จะยิ่งถูกระทบมากขึ้น อย่าวิ่งตามปัญหา แต่กระทรวงการคลัง และธปท.ควรจะมาให้ถึงก่อน เตรียมพร้อมที่จะออกมาตรการเสริม หรือขยายมาตรการดูแลลูกหนี้เพิ่มเติมโดยเร็วที่สุด น่าจะเป็นทางออกที่ควรทำ

 

 

 

 

 

 

 

#on the go

    


82