เศรษฐกิจไทยพ้นจุดต่ำสุด??!!


164


หลังจากที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในไทยเริ่มเข้าสู่ขาลงในช่วงปลายเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ทำให้รัฐบาลตัดสินใจผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยให้เปิดกิจการได้มากขึ้น ในระยะเวลาที่นานขึ้น รวมทั้งปรับลดเวลาเคอฟิวลง ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจขยับสูงขึ้น โดยเฉพาะในภาคการค้าและบริการ


ล่าสุด ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของแบงก์ชาติ เมื่อวันที่ 29 ก.ย.ที่ผ่านมา ได้ออกมายืนยันว่า “เศรษฐกิจไทย” ของเรา “พ้นจุดต่ำสุด” ในรอบนี้แล้ว และจะเริ่มเห็นการฟื้นตัวอีกครั้งตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 หรือเริ่มวันนี้ (1 ต.ค.) เป็นต้นไป 


ทั้งนี้ หากใครติดตามภาวะเศรษฐกิจอาจจะเริ่มงงเล็กน้อย เพราะก่อนหน้านี้ แบงก์ชาติเคยระบุว่า “ไตรมาสที่ 2 ของปี 63” ซึ่งเศรษฐกิจไทยขยายตัวติดลบ 12.1% เป็นจุดต่ำสุดของเศรษฐกิจไทยแล้ว ต้องอธิบายว่า “จุดต่ำสุด” ในไตรมาส 2 ของปีที่แล้วนั้น เป็น “จุดต่ำสุด” ของโควิดรอบที่ 1 และรอบที่ 2  และค่อยฟื้นตัวขึ้นหลังจากนั้น 


แต่เมื่อโควิดสายพันธุ์อัลฟ่า และเดลตา ระบาดรุนแรงในประเทศไทย ผู้ติดเชื้อพุ่งไปสูงกว่า 23,000 คนต่อวัน มีการระบาดรุนแรงในโรงงานทั่วประเทศ จนกระทั่งมีการล็อกดาวน์รอบที่ 2 และเป็นล็อกดาวน์ที่เข้มข้นกว่ารอบแรก ทำให้เศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัว ปักหัวลงอีกครั้ง และปักลงต่ำกว่า “จุดต่ำสุดครั้งแรกช่วงปีที่แล้ว” ในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้


แต่เมื่อสถานการณ์ปรับตัวดีขึ้น ช่วงเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยเริ่มกลับมาผงกหัวขึ้นแม้จะไม่มากนัก แบงก์ชาติจึงประกาศว่า เราพ้นจุดต่ำสุดครั้งที่ 2 แล้ว และจะค่อยๆฟื้นตัวกลับขึ้นมาอีกครั้ง ภายใต้สมมติฐานว่า “จะไม่มีการระบาดกลับมารุนแรงอีกครั้งในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ และในปีหน้า ประเทศไทยจะสามารถจัดหา และฉีดวัคซีนให้ประชากรไทยได้มากกว่า 70% ของจำนวนประชากร


ทำให้รัฐบาลโดย รมว.คลัง “อาคม พิทยาไพสิฐ” ยืนยันว่า “ภาพรวมทั้งปี เศรษฐกิจไทยจะไม่ติดลบต่อเนื่องจากปีที่แล้วเป็นที่ 2 อย่างแน่นอน และกระทรวงการคลัง กำลังเตรียมมาตรการเพิ่มเติม นอกเหนือจาก การเติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” โครงการคนละครึ่งระยะที่ 3 เฟส 2ที่จะเริ่ม 1 ต.ค.นี้และโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้”


อย่างไรก็ตาม หากไม่ได้ดูเป็น “ตัวเลข” ภาพรวมเป็นการมองจากกิจการ และกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งความรู้สึกของประชาชนคนไทยแล้ว เรายังแทบไม่รู้สึกถึง “การใช้จ่าย รายได้ และยอดขาย” ที่ดีขึ้นมากนัก เพราะต้องเข้าใจว่า รอบนี้ เศรษฐกิจเราเจอหนักปักหัวลงดิ่งไปต่ำกว่ารอบที่ 2 เรียกว่า ตอนนี้เรา “ต่ำยิ่งกว่าต่ำ “ ต้องใช้เวลาอีกระยะในการไต่ระดับขึ้นมาอีกครั้ง


เพราะเท่าที่มีการประเมินจากหลายหน่วยงาน มองว่ารายได้ และสินทรัพย์ที่คนไทยสูญเสียไปจากวิกฤตโควิด-19 ในช่วง 2 ปีคือปี 63-64 นั้น สูงถึง 1.6-2 ล้านล้านบาท  และผลกระทบดังกล่าว จะทำให้เศรษฐกิจปี 65 ยังคงซบเซาต่อเนื่องไปอีก 1 ปี ในปี 65  และหากเราไม่มีการระบาดที่รุนแรงในช่วงต่อไป 


หน่วยงานวิเคราะห์วิจัยเศรษฐกิจไทยทั้งภาครัฐ และเอกชน ในประเทศ และต่างประเทศ มองตรงกันว่า กว่าที่เศรษฐกิจไทยจะกลับมาอยู่ในระดับก่อนโควิด-19 หรือคล้ายๆ กับภาวะเศรษฐกิจในปี 62 อีกครั้ง จะต้องรออีกปีกว่าๆ หรือภายในปี 66 


อย่างไรก็ตาม มีข่าวดีก็ต้องมีข่าวร้าย ข่าวร้ายคือ แม้เศรษฐกิจไทยจะเริ่มฟื้นตัวได้ในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปีนี้ และมีโอกาสปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง แต่ความเสียหายที่รุนแรงในภาคเศรษฐกิจ โดยเฉพาะธุรกิจรายกลาง รายเล็ก และธุรกิจในภาคบริการ แม้ว่าเราจะกลับมาเปิดประเทศอย่างเต็มรูปแบบได้อีกครั้ง ในช่วงกลางปีหน้า แต่เราอาจจะไม่ได้เห็นภาคธุรกิจ โรงแรม ร้านอาหาร ร้านค้าปลีกกลับมาเปิดตัวกันอย่างครบครันเหมือนช่วงก่อนหน้า


เพราะเท่าที่ติดตาม สถานการณ์ทางการเงิน การปรับโครงสร้างหนี้และการคืนหนี้ของภาคธุรกิจแล้ว พบว่า จะมีธุรกิจประมาณ 20-30% ของธุรกิจช่วงก่อนโควิด-19 ปิดกิจการไปอย่างถาวร เพราะ “สายป่าน” ที่มีไม่เพียงพอสำหรับการเปิดกิจการใหม่อีกครั้ง 


และที่น่าเศร้าคือ หลายธุรกิจที่จะหายไปจากวิกฤตโควิดครั้งนี้ หลายโรมแรม หลายร้านอาหาร ถือเป็น “ตำนาน”ของคนไทยที่โด่งดัง ทำกิจการต่อเนื่องมาหลายชั่วคน


นอกจากนั้น การปิดการของธุรกิจ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้จ่ายของประชาชนเป็นการซื้อของออนไลน์มากขึ้น รวมทั้งการปรับปรุงศักยภาพการผลิตของโรงงานไทย โดยการนำหุ่นยนต์ และจักรกลอัจริยะเข้ามาในใช้ในไลน์การผลิตมากขึ้น จะทำให้แรงงานส่วนหนึ่งที่ออกจากระบบในช่วงนี้ อาจจะไม่ได้กลับเข้าสู่ระบบในช่วงต่อไป


การเพิ่มศักยภาพอาชีพด้านการเกษตร และการส่งเสริมกิจการใหม่ๆ กิจการที่ใช้นวัตกรรมใหม่ๆ ในชุมชนต่างจังหวัด เพื่อสร้างเศรษฐกิจต่างจังหวัดให้ใหญ่ขึ้น และพึ่งพาตัวเองได้มากขึ้น รองรับ “แรงงานตกงาน” ส่วนหนึ่งที่จะคืนถิ่นจึงเป็นความสำคัญระดับต้นๆ ของภาครัฐ 


โดยล่าสุด มีแรงงานที่คืนถิ่นไปแล้วประมาณ 2 ล้านคน ที่เข้าย้ายกลับถิ่นฐานเพื่อทำอาชีพเกษตร และหางานในต่างจังหวัด หากเราสามาระดึงคนที่มีความสามารถไว้ในท้องถิ่นได้ จะช่วยกระจายความรู้และความเจริญให้กับท้องถิ่นได้มากขึ้นด้วย ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจไทยเข้าสู “ฐานการเติบโตจากภายใน” ซึ่งเป็นหลักเศรษฐกิจใหม่ที่หลายประเทศเร่งดำเนินนโยบายอยู่เช่นกัน


หลังสงคราม นักรบย่อมมีบาดแผล หลังวิกฤตเศรษฐกิจไทยก็หลุมลึกของรายได้ และความเสียหายที่ต้องจัดการ แต่หากเราเปลี่ยนวิกฤต เป็นโอกาสในการปรับตัว ปรับฐานเศรษฐกิจประเทศได้ เราจะเติบโตครั้งใหม่อย่างเข้มแข็งกว่าเดิมได้อย่างแน่นอน


164