เตือนภัยการเงิน: ทำอย่างไรไม่ให้โดนหลอก


86


หากติดตามข่าวคราวในช่วงนี้ หลายคนคงรู้สึกว่า แก๊งค์หลอกลวง และการหลอกลวงประชาชนทั้งการซื้อสินค้าและบริการ และภัยการเงิน การลงทุนกลับมาระบาดหนักมาก โดยจะเห็นข่าวคราวผู้คนที่เสียหายในรูปแบบต่างๆ ออกมาไม่เว้นแต่ละวัน และมาในหลากหลายรูปแบบ โดยเฉพาะผ่านช่องทางออนไลน์ 

 

เหตุผลหนึ่งเพราะวิกฤตโควิดที่กำลังจะครบ 2 ปีในเดือน ธ.ค.ปีนี้  ได้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคนไทย ให้หันมาใช้ช่องทางออนไลน์ในการซื้อขาย โอนเงินชำระเงิน และลงทุนเพิ่มขึ้น เพราะเข้าถึงผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี ง่ายสะดวกรวดเร็ว ไม่ต้องออกจากบ้าน ลดความเสี่ยงติดเชื้อ ส่งผลให้บรรดา “มิจฉาชีพ” ใช้ช่องทางที่เพิ่มขึ้นในการหลอกลวงประชาชนมากขึ้นด้วยเช่นกัน


    
โดยผลจากสำรวจประชาชนในเขตเมืองในหลายจังหวัดทั่วประเทศล่าสุด พบว่า คน 8 ใน 10 คน จะเคยประสบกับการหลอกลวงจากออนไลน์ในรูปแบบต่างๆ อย่างน้อยหนึ่งครั้ง ทั้งการประสบกับตัวเอง และการพบเจอการหลอกลวงของคนใกล้ตัว เช่น คนในครอบครัว พี่น้อง
    

ขณะที่ข้อมูลจาก “ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ศคง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)” ซึ่งรับแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับปัญหาภัยทางการเงิน พบว่า การหลอกลวงประชาชนในเรื่องการเงิน และการลงทุนยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่อง  แลเริ่มเพิ่มมากขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 4 ของปี 63 เป็นต้นมา ซึ่งสอดคล้องกับความซบเซาของเศรษฐกิจที่เพิ่มมากขึ้น

 

และยังพบว่า ช่องทางที่มิจฉาชีพใช้หลอกลวงมากขึ้น คือช่องทางออนไลน์ เช่น เฟซบุ๊ก Facebook แอปพลิเคชันไลน์ Line และอีเมล์ e-mail ในขณะที่ช่องทางโทรศัพท์มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องจากปีก่อน หรือคอลเซ็นเตอร์ที่เคยเป็นช่องทางหลักลดลง เนื่องจากพฤติกรรมขอประชาชนที่เปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งการหลอกลวงออนไลน์มีรูปแบบที่ซับซ้อนและตรวจสอบได้ยากกว่า ทำให้มิจฉาชีพเปลี่ยนเป็นการหลอกลวงผ่านช่องทางนี้ที่มีผู้ใช้งานจำนวนมาก

 

โดยการประมวลผลจากการร้องเรียนในปี 63 ที่ผ่านมา พบว่า 9 ภัยการเงินยอดนิยมที่เกิดขึ้นในขณะนี้  ซึ่งได้รับการร้องเรียนความเสียหายของประชาชนมากที่สุด ประกอบด้วย

 

1.แอบอ้าง สวมรอยเป็นบุคคลอื่น ให้โอนเงินให้ เช่น หลอกเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคาร เจ้าหน้าที่ ธปท. ญาติพี่น้อง  ก่อนที่จะโอนเงินไปให้ใครจะต้องเช็คให้ชัวร์ก่อนว่า โดยเฉพาะหากอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคารเจ้าหน้าที่ ธปท.หรือเจ้าหน้ารัฐ  ขอให้คืดไว้ก่อนว่าหลอกลวง เพราะเจ้าหน้าที่เหล่านี้ไม่สามารถรับเงินโดยตรงได้
    
2.หลอกจีบให้ตายใจ แล้วขอให้โอนเงินให้ โดยส่วนใหญ่เป็นมิจฉาชีพชาวต่างชาติและติดต่อผ่าน Facebook 

 

3.หลอกว่าช่วยให้ได้สินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ แต่ให้โอนค่าธรรมเนียมล่วงหน้า เช่น ขอเป็นค่าเอกสารปล่อยกู้ หรือค่าบริหารจัดการอื่นๆ 

 

4.หลอกว่าจะจ่ายชำระคืนหนี้ให้ โดยให้เสียค่าสมัครและหรือค่าธรรมเนียมล่วงหน้า 

 

5.หลอกให้ชำระค่าสินค้าหรือบริการที่ซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ แล้วไม่ได้รับสินค้าหรือบริการนั้นจริง  หรือสร้างสลิปชำระเงินปลอมเพื่อหลอกซื้อสินค้าจากพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์

 

6.หลอกให้โอนเงินให้ โดยอ้างว่าจะได้รับเงินก้อนใหญ่หรือพัสดุที่มีมูลค่าสูงจากมิจฉาชีพต่างชาติที่ติดต่อผ่านช่องทางออนไลน์โดยหลอกให้โอนเงินเป็นค่าธรรมเนียมหรือภาษี  หรือหลอกให้เติมเงินเพื่อรับโบนัสในอัตราที่สูง

 

7.หลอกให้ลงทุน เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนสูง ในรูปแบบการลงทุนต่าง ๆ เช่น สินทรัพย์ดิจิทัล หรือ คริปโทเคอร์เรนซี อัตราแลกเปลี่ยนฯ ทองคำ น้ำมัน ธนาคารแสงแดด โครงการปลูกป่าลดหนี้ ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ แต่แท้จริงเป็นลักษณะเหมือนแชร์ลูกโซ่  ไม่ได้มีการลงทุนใดๆ 

 

8.หลอกเอาข้อมูลส่วนบุคคล/ขโมยข้อมูล เช่น เลียนแบบหน้าเว็บ (phishing) หลอกให้เชื่อกรอกข้อมูลส่วนตัว และโอนเงิน  หรือหลอกให้กรอกข้อมูลใน e-mail/website/application ปลอมของสถาบันการเงิน รวมทั้งหลอกให้โหลดแอปเงินกู้ เพื่อขอสินเช่อ ซึ่งเจอกันมากในปัจจุบัน เพราะคนไทบจำนวนมากกำลังต้องการเงินกู้เพิ่มขึ้นเพื่อดูแลค่าครองงชีพ

 

9.ปลอมแปลงข้อมูลบัตรเครดิต/บัตรเดบิต เพื่อนำไปชำระค่าสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์

 

การป้องกันตัวเองจากการโดนหลอกจากการหลอกลวงออนไลน์ หรือออฟไลน์ คาถาหนึ่งที่แนะนำคือ “มีสติอยู่เสมอ” คิดก่อนตัดสินใจที่จะนำเงินที่ทำมาหาได้หรือเก็บออมไว้ใช้ยามฉุกเฉินเอาไปให้คนอื่น 

 

แล้วจะมีวิธีอย่างไรเราถึงจะไม่ถูกหลอก และประเด็นสำคัญที่จะทำให้เราเอะใจ หรือ รู้ว่าเป็นการหลอกลวงหรือไม่มีอะไรบ้างนั้น ข้อมูลจากคณะกรรมการกำกัลหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ  ก.ล.ต. และธปท.แนะนำว่า ให้ดูลักษณะร่วมสำคัญ 5 ข้องเหล่านี้ที่ ซึ่งมิจฉาชีพมักจะใช้หลอกลวง

 

1. เป็นเงินที่ได้มาโดยหาที่มาที่ไปไ่ม่ได้ เช่น ได้รับโอนมาจากต่างประเทศ ขายสิค้าได้จำนวนมากโดยมีคนซื้อในต่างประเทศ  และหรือ ให้ผลตอบแทนสูงเกินจริง บางครั้งเสนอผลตอบแทนสูงมากจนแทบไม่น่าเป็นไปได้ เช่น ได้ 70-80% หรือ 100% ต่อเดือน หรือประกาศขายสินค้า โดยลดราคาสินค้าต่ำเกินจริง หรือมีของแถมมากมาย เช่น ลดราคา 90% ซื้อ 1 แถม 1 เป็นต้น ถ้าเห็นการชักชวนแบบนี้ ให้เดาไว้ก่อนว่า หลอกลวง และเราไม่ควรตัดสินใจโดยดูแค่ผลตอบแทนว่าสูงมากเท่านั้น  

 

2. ให้ลงทุนโดยการันตีผลตอบแทน เช่นลงทุน สินทรัพย์ดิจิทัล หรือ คริปโทเคอร์เรนซี อัตราแลกเปลี่ยนฯ ทองคำ น้ำมัน เช่น ได้คืนทุกสัปดาห์ ในอัตรา 50% ของเงินลงทุน ทั้งๆ ที่ปกติของการลงทุน จะไม่สามารถการันตีผลตอบแทนได้ เพราะผลตอบแทนจะผันผวนไปตามปัจจัยต่าง ๆ เช่น สภาพเศรษฐกิจ สภาพธุรกิจ ตลาดโลก ความเชื่อมั่น เป็นต้น ดังนั้น บุคลากรหรือบริษัทการลงทุนที่ถูกกฎหมายจะไม่มีทางพูดว่า การันตีผลตอบแทนเป็นเปอร์เซ็นต์แบบชัด ๆ อย่างแน่นอน

 

3. มิจฉาชีพจะเร่งรัดให้รีบตัดสินใจ เร่งให้เราตัดสินใจลงทุน หรือโอนเงินไว ๆ เช่น นาทีสุดท้ายแล้ว เหลือที่ไม่มากหากไม่ลงทุนจะหมดก่อน หรือ โปรโมชั่นราคาต่ำมากๆ จะหมดภายในไม่กี่นาที หรือ เงิน หรือของที่ส่งมาจากต่างประเทศ หากไม่รับภายในกี่วันจะต้องริบเป็นของหลวง โดยจะไม่มีเวลาให้เราตรวจสอบข้อมูล หรือเช็คที่มาที่ไป 


4. แอบอ้างคนมีชื่อเสียง หรือว่าบอกใคร ๆ ก็ลงทุน หรือแม้แต่คนใกล้ชิดที่มาชักชวนก็ตาม และยังบอกให้เราไปชวนคนมาลงทุนเพิ่มมาก ๆ พยายามสร้างความน่าเชื่อถือ พยายามโน้มน้าวเราว่าอย่าตกขบวนที่จะได้ผลตอบแทนดีๆ อย่างมีโอกาสถูกหลอกเยอะ คนดังก็โดนหลอกมานักต่อนักแล้ว

 

5. ธุรกิจไม่ชัดเจน ตรวจสอบไม่ได้  การลงทุนได้ผลตอบแทนสูง แต่เไม่สามารถรู้ว่าแหล่งที่มาของรายได้และผลตอบแทนว่าคืออะไร ทำธุรกิจจริงไหม ธุรกิจอยู่ไหน จะไปดูด้วยตาหรือหาข้อมูลก็ไม่เห็นมี ไม่มีสิ่งใดจับต้องได้เลย เอาชื่อไปค้นหาว่าได้รับอนุญาตหรือเไม่ก็หาไม่เจอ เจอกรณีแบบนี้ถูกหลอกแน่นอน

 

อ่านมาถึงตรงนี้ หากเริ่มเอะใจ อยากตรวจสอบข้อมูล ในส่วนของการลงทุน สามารถตรวจสอบรายชื่อว่าเป็นบุคคลที่ไม่ใช่ผู้ประกอบธุรกิจภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. หรือไม่ ที่ทะเบียนรายชื่อ Investor Alert ในเว็บไซต์ ก.ล.ต. (www.sec.or.th) หรือตรวจสอบรายชื่อได้ที่แอปพลิเคชัน SEC Check First นอกจากนี้ ยังสอบถามข้อมูล หรือพบเห็นการชักชวนลงทุนที่ไม่น่าไว้วางใจ แจ้งเบาะแส ได้ที่ศูนย์บริการประชาชน ก.ล.ต. โทร 1207 หรือแจ้งมาทาง messenger เพจเฟซบุ๊ก สำนักงาน กลต. ได้อีกด้วย

 

ขณะที่ในส่วนของสินเชื่อ เงินฝาก ภัยการเงิน เช่น อยู่ดีๆ ยอดบัตรเครดิจก็พุ่งสูง หรือกรณีอื่นๆ สามารถให้ถามโดยตรงกับธนาคารพาณิชย์  เพื่อตรวจสอบข้อมูล และเร่งแก้ไข

 

ส่วนของการเช็คแอปเงินกู้ ซึ่งระบาดขณะนี้ว่าของจริงหรือไม่  และกรณีสินเชื่ออื่นๆ ให้โทรถามได้ที่ 1213 ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ศคง.) หรือ สามารถหาข้อมูลได้จากเว็บไซต์ ธปท. (www.bot.or.th) ในหัวข้อ “เช็กแอปเงินกู้”  หรือ BOT License Check ซึ่งจะช่วยตรวจสอบข้อมูลใบอนุญาตหรือใบขึ้นทะเบียนของผู้ประกอบธุรกิจที่อยู่ภายใต้การกำกับของธปท. เช่น สินเชื่อบุคคล นาโนไฟแนนซ์ ว่าเป็นบริษัทจริงหรือไม่ และยังมีลิงก์ไปเว็บไซต์กระทรวงการคลัง ซึ่งรวบรวมรายชื่อผู้ให้บริการสินเชื่อพิโกไฟแนนซ์ไว้ให้ตรวจสอบได้ในที่เดียว

 

#OnThego
    

    
 


86