กลุ่มกิจการร่วมค้า GPC ลงนามสัญญาร่วมทุนฯ พัฒนาท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3


90

กลุ่มกิจการร่วมค้า GPC ลงนามสัญญาร่วมทุนฯ พัฒนาท่าเรือแหลมฉบังเฟส3


บริษัทจีพีซีอินเตอร์เนชั่นแนลเทอร์มินอลจำกัด (GPC) ร่วมลงนามสัญญาร่วมทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public Private Partnership: PPP) กับ การท่าเรือแห่งประเทศไทย เพื่อพัฒนาและดำเนินโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังระยะที่3ในส่วนของท่าเทียบเรือ F จังหวัดชลบุรีโดยมีมูลค่าการลงทุนในส่วนของการพัฒนาโครงสร้างหน้าท่าจำนวน 30,871 ล้านบาทมุ่งผลักดันท่าเรือแหลมฉบังสู่ประตูการค้าการลงทุนและเสริมยุทธศาสตร์ให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางภูมิภาคได้อย่างเต็มศักยภาพรวมถึงเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้ประเทศโดยคาดว่าจะเริ่มเปิดดำเนินการภายในปี พ.ศ.2568


บริษัทจีพีซีอินเตอร์เนชั่นแนลเทอร์มินอลจำกัด (GPC) เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างบริษัทกัลฟ์เอ็นเนอร์จีดีเวลลอปเมนท์จำกัด (มหาชน) (GULF) ซึ่งถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 40 ร่วมกับบริษัทพีทีทีแทงค์เทอร์มินัลจำกัด (PTT TANK) และบริษัทเชคโอเวอร์ซีอินฟราสตรัคเจอร์โฮลดิ้งจำกัด (CHEC OVERSEA INFRASTRUCTURE HOLDING PTE. LTD.: CHEC OVERSEA) ซึ่งถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 30 และร้อยละ 30 ตามลำดับ


นายอนุทิน ชาญวีรกูลรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานในพิธีลงนามสัญญาร่วมทุนฯพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 กล่าวว่าโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ในส่วนของท่าเทียบเรือ Fเป็นโครงการโครงสร้างพื้นฐานหลักสำคัญของอีอีซี ที่จะช่วยเสริมความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ เพื่อรองรับการขนส่งสินค้าทางทะเลระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้นในอนาคต และยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชน ตามความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการบริหารประเทศ ซึ่งเป็นการส่งเสริมสนับสนุนกิจกรรมเพิ่มมูลค่า และการบริหารจัดการขนส่งหลายรูปแบบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนค่าขนส่ง ซึ่งจะช่วยพัฒนาและขยายพื้นที่หลังท่าของท่าเรือแหลมฉบัง ได้อย่างเต็มศักยภาพ 


ด้าน เรือโทยุทธนา โมกขาว รองผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทยสายบริหารการเงินและกลยุทธ์ องค์กรรักษาการแทนผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 จะสามารถรองรับเรือที่มีขนาดบรรทุกสินค้าใหญ่ที่สุดในโลกได้มีการบริหารจัดการสินค้าด้วยเครื่องมือที่ทันสมัยด้วยระบบอัตโนมัติ พร้อมทั้งจะมีโครงข่ายเชื่อมโยงหลังท่าเรือทั้งทางบกทางรางและทางเรือชายฝั่งอย่างมีประสิทธิภาพตลอดจนผสมผสานให้เป็นท่าเรือสีเขียวคำนึงถึงคุณภาพสิ่งแวดล้อมในพื้นที่คำนึงถึงสุขภาพของประชาชนในบริเวณใกล้เคียงอันจะนำไปสู่ท่าเรือชั้นนำระดับมาตรฐานโลกต่อไป


นายรัฐพล ชื่นสมจิตต์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทกัลฟ์เอ็นเนอร์จีดีเวลลอปเมนท์จำกัด (มหาชน) ในฐานะตัวแทน GPC กล่าวว่าทางกลุ่ม GPC รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ร่วมทำ PPP กับทางภาครัฐซึ่งการรวมตัวกันของกลุ่ม GPC นี้ถือเป็นการนำจุดแข็งที่แต่ละพันธมิตรมีมาร่วมกันทำงานอย่างเต็มที่โดยทาง  GULF พร้อมนำความแข็งแกร่งและประสบการณ์อันยาวนานในการพัฒนาและบริหารจัดการโครงการสาธารณูปโภคพื้นฐานขนาดใหญ่ทั้งในและต่างประเทศมาร่วมพัฒนาท่าเรือ ส่วนทางพันธมิตรอย่าง PTT TANK มีประสบการณ์ด้านการบริหารท่าเทียบเรือ การจัดการคลังสินค้าและการขนถ่ายผลิตภัณฑ์เหลวและ  CHECOVERSEA บริษัทลูกของ China Harbour Engineering Company Limited เชี่ยวชาญด้านการก่อสร้างและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ และโครงการท่าเทียบเรือตู้สินค้าระดับโลกโดยหลังจากลงนามเสร็จจะเริ่มงานในส่วนของการออกแบบควบคู่ไปกับการเตรียมทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EHIA) ในส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อเดินหน้าโครงการและพร้อมร่วมมือกับภาครัฐในการผลักดันให้เกิดท่าเรือที่จะกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญทางโลจิสติกส์ของภูมิภาค ที่จะสนันสนุนโครงการเมกะโปรเจ็กต์อื่นๆของทางกระทรวงคมนาคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในอนาคตอีกด้วย


ทั้งนี้การท่าเรือแห่งประเทศไทยจะเป็นผู้ดำเนินการถมทะเลในขณะที่ GPC จะเป็นผู้ออกแบบก่อสร้างให้บริการและซ่อมบำรุงรักษาท่าเทียบเรือ F1 และ F2 เพื่อรองรับการขนถ่ายตู้สินค้าด้วยระบบจัดการตู้สินค้าแบบอัตโนมัติซึ่งมีความสามารถในการรองรับการขนถ่ายตู้สินค้าได้อย่างน้อย 4,000,000 ทีอียูต่อปี โดย GPC จะได้รับรายได้จากการประกอบกิจการท่าเรือเช่นค่าภาระการใช้ท่าของเรือค่าภาระยกขนตู้สินค้าค่าภาระการใช้ท่าของตู้สินค้าและรายได้อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องตามขอบเขตและเงื่อนไขที่กำหนดภายใต้สัญญาร่วมลงทุนระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเป็นระยะเวลา 35 ปี ทั้งนี้คาดว่าท่าเทียบเรือ F1 จะเริ่มก่อสร้างในปี 2566 โดยมีกำหนดเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี 2568 และท่าเทียบเรือ F2 จะเริ่มก่อสร้างในปี 2570 โดยมีกำหนดเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี 2572


90