ภาครัฐ "เครื่องอย่ารวน" เร่งสปีดปราบหมูเถื่อน กู้ชีพคนเลี้ยงหมูไทย กู้ชีวิตคนไทยไม่ให้ตายผ่อนส่ง


206

ภาครัฐ "เครื่องอย่ารวน" เร่งสปีดปราบหมูเถื่อน กู้ชีพคนเลี้ยงหมูไทย กู้ชีวิตคนไทยไม่ให้ตายผ่อนส่ง

 

อัปสร พรสวรรค์ 

 

สัปดาห์ก่อนอ่านเจอข่าว “หมูเถื่อน” ขายออนไลน์กันเกลื่อนเมือง แถมราคาล่อใจถูกกว่าหมูไทยเกือบเท่าตัว เนื้อแดงสนนราคาเพียง 135-145 บาทต่อกิโลกรัม เทียบกับหมูไทยที่ 200 บาทต่อกิโลกรัม ใครจะไม่สน โดยเฉพาะร้านอาหาร ร้านหมูกระทะ ที่ต้องใช้หมูเป็นวัตถุดิบ หรือ เขียงหมู ค้าขายต่อวันจำนวนมากให้ได้กำไรเพิ่มคงไม่พลาด แต่หารู้ไม่ว่าเนื้อหมูนำเข้านั้นแฝงไว้ด้วยสารพิษและสารปนเปื้อน โดยเฉพาะสารเร่งเนื้อแดง เป็นสารสังเคราะห์ในกลุ่มเบต้าอะโกนิสต์ (Beta-Agonist) มีด้วยกันหลายชนิด เช่น แรคโตพามีน (Ractopamine) เป็นต้น ซึ่งมีฤทธิ์ส่งเสริมการเปลี่ยนไขมันเป็นกล้ามเนื้อ และลดการสะสมไขมันในเนื้อเยื่อ เพื่อเพิ่มปริมาณเนื้อแดง  ที่สำคัญกว่านั้นคือ เป็นสารที่ก่อให้เกิดมะเร็ง ในมุมผู้บริโภคต้องถามตัวเองว่า เราจะเอาชีวิตไปเสี่ยงกับ “มะเร็ง” หรือไม่

ในมุมของเกษตรกรผู้เลี้ยงหมู หมูลักลอบนำเข้า รวมถึงเครื่องใน ขายราคาถูกเบอร์นั้นได้เพราะเป็นชิ้นส่วนที่คนในประเทศทางตะวันตกไม่นิยมบริโภคกัน จึงไม่มีราคาในประเทศ การส่งออกไปขายราคาถูกๆ ยังได้ต้นทุนคืนบ้าง นอกจากนี้ เกษตรกรบ้านเขาได้รับการอุดหนุนจากภาครัฐหนักกว่าบ้านเรามาก  ที่สำคัญหมูที่ลักลอบนำเข้าส่วนใหญ่มาจาก เยอรมัน สเปน เนเธอร์แลนด์ บราซิล เป็นต้น ประเทศเหล่านี้พบว่ามีการระบาดของโรค ASF เกือบทั้งหมด โอกาสที่หมูลักลอบนำเข้าจะติดโรคนี้มาด้วยก็มีความเป็นไปได้สูงเช่นกัน จึงจำเป็นต้องลักลอบนำเข้าปะปนมาในตู้คอนเทรนเนอร์เดียวกับสินค้าอาหารอื่นๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจโรคและการแสดงเอกสารเคลื่อนย้ายซากสัตว์ หาก ASF กลับมาระบาดในไทยอีกครั้งเกษตรกรรายย่อยและรายเล็กคงหายนะ

 

“หมูเถื่อน” จึงเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำลายเศรษฐกิจของไทย ไม่ใช่แค่เพียงรายได้ แต่สำคัญที่สุดคือ สุขอนามัยที่ดีของคนไทยทั้งประเทศ และชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูไทย หากต้องขายเนื้อหมูในราคาขาดทุน เนื่องจากปัจจัยการผลิตเพิ่มขึ้นรอบด้าน นับตั้งแต่วัตถุดิบอาหารสัตว์ ต้นทุนการป้องกันโรคและต้นทุนพลังงาน  

ดังนั้น อย่าให้การปราบปราม “หมูเถื่อน” ของภาครัฐเหมือนกับสำนวน “ผักชีโรยหน้า” หรือ “เช้าชามเย็นชาม” แต่ต้องปราบปรามให้สิ้นซากแบบถอนรากถอนโคน ไม่ใช่แค่ทำให้เสร็จๆไป การปราบพวกฉวยโอกาสลักลอบนำเข้าต้องทำอย่างเด็ดขาด ด้วยความรวดเร็ว สม่ำเสมอและต่อเนื่อง อย่าเพียงแค่ขู่แต่ต้องลงดาบให้เข็ดหลาบ 

 

ล่าสุด นับเป็นข่าวดีที่กรมศุลกากร ขยับตัวจับกุมเนื้อสุกรแช่แข็งลักลอบนำเข้าจากต่างประเทศ 3 คดี น้ำหนักกว่า 35,000 กิโลกรัม มูลค่าประมาณ 7.34 ล้านบาท และพร้อมเดินหน้าตรวจเข้มและจับกุมผู้ทำผิดกฎหมายเพื่อให้ประชาชนปลอดภัยจากสารปนเปื้อนและเชื้อ ASF

หากติดตามการปราบปรามหมูเถื่อนดูเหมือนจะมีรอบการตรวจจับ (ทุกไตรมาส) จับได้ก็ออกข่าวประกาศเป็นผลงานของกอง-กรมต่างๆ แต่พอมีการชี้เบาะแสกลับโยนกันไป-มาเหมือน “เครื่องรวน” หาเจ้าภาพไม่ได้ และอย่าทำเพราะมีเสียงเรียกร้องจากสมาคมผู้เลี้ยงสุกรทั่วประเทศ ผนึกกำลังกันกู่ร้องให้ภาครัฐได้ยินว่า “หมูเถื่อนอาละวาดไทย” คนเลี้ยงหมูไทยขายของไม่ได้ โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยที่นำหมูเข้าเลี้ยงใหม่อีกกว่า ล้านตัว ซึ่งจะมีผลผลิตออกตลาดในช่วงปลายปีนี้ จะไปขายใครได้ถ้า “หมูเถื่อน” ยังเกลื่อนประเทศ และยังมีเล็ดลอดอีกมากในห้องเย็น ขอให้ท่านตรวจสอบอย่างจริงจัง ก็จะพบของกลางไม่ยาก
 

ภาครัฐ เป็นที่พึ่งเดียวของประชาชนและเกษตรกรในขณะนี้ จึงจำเป็นต้องเร่งสปีดจับกุมหมูเถื่อนให้หมดไป เพื่อสร้างงานสร้างอาชีพต่อลมหายใจให้ผู้เลี้ยงหมูไทย และยังส่งเสริมให้คนไทยได้บริโภคอาหารปลอดภัยจากมือเกษตรกรไทย เพื่อสุขภาพที่ดีทั้งคนและเศรษฐกิจประเทศให้รอดพ้นจากวิกฤตโลกที่ทุกคนกำลังเผชิญ.


206