จี้รัฐปราบ “หมูเถื่อน” อย่าเตะถ่วง..ต้องจู่โจม 


241

จี้รัฐปราบ “หมูเถื่อน” อย่าเตะถ่วง..ต้องจู่โจม 

วิศาล พูลเพิ่ม  นักวิชาการอิสระด้านปศุสัตว์

 

นับตั้งแต่สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ร่วมกับ ตัวแทนผู้เลี้ยงสุกรทั่วประเทศ แถลงข่าวเรียกร้องให้รัฐเร่งแก้ปัญหา “หมูเถื่อน” ลักลอบนำเข้าอย่างจริงจังให้มีความคืบหน้า เปรียบเหมือน “ยาม้า” มากระตุ้นให้ “กรมศุลกากร และ กรมปศุสัตว์” คึกคักกับการตรวจจับจนมีรายงานจับกุมและทำลายหมูเถื่อนต่อเนื่องตลอดเดือนกันยายน ที่ผ่านมา แม้จะเป็นปริมาณเล็กน้อยซึ่งส่วนใหญ่จากห้องเย็น และรถบรรทุกขนส่ง แต่ไม่มีการขยายผลจับกุมไปถึง “หัวหน้าใหญ่” ของขบวนการลักลอบนำเข้าหมูได้เลย ซึ่งหากปล่อยไปเช่นนี้ หมูเถื่อน จะเป็นหนามยอกอกของเกษตรกรผู้เลี้ยง โดยเฉพาะรายย่อยให้กลับมามีอาชีพผลิตหมูคุณภาพดี ปลอดภัยให้กับคนไทย   

 

 

 

กรมศุลกากร โชว์สถิติการจับกุมการลักลอบนำเข้าเนื้อหมูและชิ้นส่วนตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2565 ถึงปัจจุบัน มีจำนวน 5 คดี รวม 43,800 กิโลกรัม มูลค่า 8.94 ล้านบาท ซึ่งกันยายนเดือนเดียว จับกุมได้ 3 คดี รวมเนื้อสุกรแช่แข็งและชิ้นส่วน น้ำหนักกว่า 35,000 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 7.34 ล้านบาท ขณะที่ กรมปศุสัตว์ ล่าสุดก็โชว์ผลงานทำลายซากสัตว์ผิดกฎหมายกว่า 10.2 ตันที่ยึดได้จากห้องเย็นแห่งหนึ่งในนครปฐม และได้รับมอบซากสุกรจากกรมศุลกากร เพื่อทำลายชากสุกรของกลาง อีกจำนวน 23.8 ตัน ตามข้อตกลงระหว่างกรมปศุสัตว์กับกรมศุลกากรในวันเดียวกันรวม 34 ตัน  แต่สิ่งเหล่านี้ เป็นเพียงส่วนเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปริมาณที่สมาคมผู้เลี้ยงสุกรคาดว่า มีการลักลอบนำเข้าเดือนละกว่า 1,000 ตู้คอนเทนเนอร์ 

 

 

 

 

ขบวนการลักลอบนำเข้าหมูเถื่อนมาหลายรูปแบบ เช่น การสำแดงเท็จว่าเป็นอาหารทะเล หรืออาหารสัตว์ เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจจากกรมศุลกากรและกรมปศุสัตว์ผ่านทางเรือตู้คอนเทนเนอร์และรถขนส่ง ก่อนนำมาพักไว้ในห้องเย็นตามจังหวัดต่างๆ เช่น สมุทรปราการ สมุทรสาคร ชลบุรี นครปฐม มหาสารคาม เชียงใหม่ และสงขลา เพื่อกระจายหมูเถื่อนไปทั่วทุกภูมิภาค พร้อมประกาศขายผ่านโซเซียลมีเดีย ในราคาเพียงกิโลกรัมละ 135-150 บาท บางแห่งมีบริการบรรจุใส่ลังโฟมส่งให้ทั่วประเทศ หรือบางแห่งไม่กำหนดปริมาณขั้นต่ำ ถือว่า ไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย และไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อสุขภาพของผู้บริโภคและอาชีพของผู้เลี้ยงหมูไทยเลย

 

 

 

ทั้งกรมศุลกากรและกรมปศุสัตว์ต้องปูพรมตรวจจับต่อเนื่อง พุ่งเป้าไปที่ท่าเรือแหลมฉบังเพราะเป็นจุดที่ตู้คอนเทนเนอร์มาขึ้นและเป็นการนำเข้าล็อตใหญ่ ซึ่งกรมศุลกากรเป็นด่านแรกของการตรวจสอบควรตรวจทุกตู้สินค้าอย่างละเอียดทั้งการเปิดตู้หรือตรวจสอบผ่านเครื่องสแกน โดยเฉพาะตู้คอนเทนเนอร์ที่เป็นตู้เย็นสำหรับอาหารแช่แข็ง ทำให้เห็นสินค้าแปลกปลอมภายในตู้ได้ หากไม่แน่ใจว่าจะมีหมูเถื่อนลักลอบนำเข้าปะปนมาด้วย ก็สามารถเปิดตู้ตรวจสอบซ้ำเพื่อยืนยันได้ เพราะหากตรวจพบตั้งแต่ต้นทางก็ตัดวงจรการกระจายหมูเถื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าปล่อยให้กระจายไปตามห้องเย็นต่างๆ ที่การตรวจจับทำได้ยากกว่า อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาเป็นการตรวจจับนอกด่านศุลกากรทั้งสิ้น

 

 

 

ที่สำคัญ “ตัวการใหญ่” ของขบวนการลักลอบนำเข้าไม่เคยถูกเปิดเผยชื่อ มีแต่เพียงรายงานสถานที่ตรวจจับได้ ปริมาณเท่าไหร่ แต่ไม่เปิดเผยชื่อเจ้าของสินค้า และไม่มีการนำสืบไปยังเครือข่ายเพื่อตัดตอน “ธุรกิจมืด” ที่สำคัญไม่มีการรายงานความคืบหน้าการดำเนินคดีกับเจ้าของสินค้าผิดกฎหมายที่จับกุมได้แม้แต่ครั้งเดียว เพราะหลังจับกุมได้ของกลาง เจ้าหน้าที่สามารถสืบต่อขยายผลไปจนถึงต้นตอผู้นำเข้าตัวจริงได้ แต่ที่ผ่านมาเหมือนเป็นดึงเวลาการจับกุมให้ยาวออกไป..อยากทราบว่าเพื่อใคร?

 

 

 

กรมศุลกากรยังมีอำนาจในการพักใบอนุญาตหรือยกเลิกการอนุญาตนำเข้าของผู้ประกอบการรายนั้นได้ทันที เพราะหากจัดการตัวการใหญ่ไม่ได้ ขบวนการผิดกฎหมายก็ยังทำกันต่อไปเพืยงแต่เปลี่ยนรูปแบบและวิธีการเพื่อตบตาเจ้าหน้าที่ จับอย่างไรก็ไม่หมดสักที กลับมาสร้างปัญหาซ้ำซาก จึงจำเป็นต้องถอนรากถอนโคนให้ถึงตัวการใหญ่ เพื่อฝังกลบปัญหาหมูเถื่อน

 

 

 

หมูเถื่อน ยังเป็นหนึ่งในต้นทางของโรคมะเร็ง เพราะหมูเถื่อนมีสารเร่งเนื้อแดงปนเปื้อน มาจากประเทศต้นทุนที่ยังอนุญาตให้มีการใช้สารประเภทนี้ได้ รวมถึงหมูผิดกฎหมายเสนอราคาที่ต่ำมาก ทำให้เชื่อได้ว่าเป็นเนื้อหมูที่มีเชื้อ ASF ปนเปื้อนมา เป็นความเสี่ยงต่อการเลี้ยงสุกรไทยสูงอาจกลับมาแพร่ระบาดอีกครั้ง ทุกข์หนักตกกับเกษตรกรรายย่อยที่กำลังปรับปรุงการเลี้ยงการจัดการให้กลับมาเลี้ยงใหม่ได้ นอกจากนั้น ราคาหมูเถื่อนนำเข้ายังบิดเบือนราคาเนื้อหมูในประเทศที่ปรับตามต้นทุนการผลิตที่เพิ่มกว่า 30% และดันให้ต้นทุนการผลิตหมูสูงเป็นกิโลกรัมละ 98-100 บาท แต่หมูเถื่อนเมื่อคำนวณเป็นต้นทุนการผลิตอยู่ที่กิโลกรัมละ 40-50 บาทเท่านั้น ซึ่งผู้เลี้ยงไทยแข่งขันไม่ได้ ทำลายความมั่นใจของเกษตรกรที่จะกลับมาเลี้ยงอีกด้วย

 

 

 

เพราะฉะนั้น การปราบปราม “หมูเถื่อน” ซึ่งเป็น 1 ในปัจจัยที่ทำลายเศรษฐกิจของไทย ทั้งรายได้ สุขอนามัยที่ดีของคนไทยทั้งประเทศ และชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูไทย นอกจากรัฐจำเป็นต้อง ”ถอนรากถอนโคนเหล่าตัวการใหญ่” แล้ว ขออย่าเตะถ่วง แต่ต้องจู่โจมแบบจรยุทธไม่ให้ผู้ร้ายตั้งตัวได้ เป้าหมายคือปราบขบวนการลักลอบนำเข้าให้หมดไปอย่างเด็ดขาด เพื่อเปิดโอกาสให้เกษตรกรผู้เลี้ยงได้ฟื้นฟูการเลี้ยง ผลิตหมูคุณภาพดี ปลอดภัยต่อการบริโภคให้กับคนไทยต่อไป


241