ชุมนุมต้าน "เอเปค" เสรีภาพบนงานยักษ์


66

ชุมนุมต้าน "เอเปค" เสรีภาพบนงานยักษ์

 

"การชุมนุมประท้วง" ถือเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ในโลกเสรีประชาธิปไตย ที่ให้สิทธิเสรีภาพกับประชาชน เพราะมองว่าการชุมนุมเรียกร้อง การประท้วงเพื่อสนับสนุนหรือเห็นต่าง  คือหนทางหนึ่งที่นำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้ 

 

 

ในประเทศไทย เกิดการชุมนุมมาทุกยุคทุกสมัย การชุมนุมครั้งใหญ่หลายครั้งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เปลี่ยนแปลงสังคม หรือกระทั่งนำไปสู่การเปลี่ยนรัฐบาล

 

 

กิจกรรมชุมนุมประท้วงการประชุมเอเปค ที่มีการถือป้ายผ้า STOP APEC ไม่เอานโยบายจีนเดียว  No One China ที่ห้างเซ็นทรัลเวิลด์ 

 

 

หรือกิจกรรม ราษฎรหยุด APEC 2022 ที่นำโดย "มายด์-ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล" ที่ลานคนเมือง  ที่เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรียกเลิกนโยบายบีซีจี ให้ พล.อ.ประยุทธ์ ยุติบทบาทการเป็นประธานการประชุมเอเปค เพราะไม่มีความชอบธรรมในการเป็นตัวแทนของประชาชนไปอยู่บนเวทีโลก ไปออกนโยบาย หรือทำข้อตกลงต่างๆ

 

 

"เรามีสิทธิเสรีภาพในการที่พูด ในการแสดงออก ไม่ว่าจะในพื้นที่ใดก็ตาม ประชาชนมีสิทธิในการส่งเสียงได้ และรัฐเองก็ต้องรับฟัง"

 

 

การยืนยันสิทธิเสรีภาพของการชุมนุมประท้วง ในฐานะพลเมือง ที่เป็นไปด้วยความสงบ สันติ ปราศจากอาวุธ ไม่ก่อความรุนแรง หรือละเมิดสิทธิเสรีภาพของคนอื่น จึงเป็นสิ่งที่ช่วยคุ้มครองการชุมนุมได้

 

 

หนังสือชื่อ "ทำไมอารยะขัดขืนของพลเรือนถึงประสบความสำเร็จ" ของเอริกา เชโนเวธ และมาเรีย สเตฟาน ชี้ว่าการต่อสู้ "โดยปราศจากความรุนแรง" (nonviolent resistance) นำไปสู่ชัยชนะมากถึง 53% ขณะที่กลยุทธ์แบบใช้ความรุนแรงพาไปถึงเส้นชัยแค่เพียง 26%

 

 

ผลลัพธ์ข้างต้นเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลการชุมนุมประท้วงระหว่างปี 1900 ถึง 2006 ซึ่งคิดเป็นการต่อสู้ทั้งสิ้น 323 กรณี โดยมีฐานข้อมูลจากผลลัพธ์ของการรณรงค์ต่อสู้ทางการเมืองทั้งแบบมีความรุนแรงและไม่มีความรุนแรง (NAVCO) จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด

 

 

"เชโนเวธ" ชี้ว่า การชุมนุมโดยปราศจากความรุนแรงเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ประชาชนเลือกมาเข้าร่วมด้วย และการรักษาระดับการมีส่วนร่วมของผู้ชุมนุมถือเป็นกุญแจสำคัญในความสำเร็จ

 

 

แม้การต่อสู้โดยปราศจากความรุนแรงจะไม่ก่อให้เกิดผลสำเร็จโดยทันที แต่ "เชโนเวธ" ชี้ว่าความตระหนักรู้จะส่งผลต่อกลยุทธ์ในระยะยาวอยู่ดี

 

 

"อเล็กเซ อนิซิน" คณบดีสถาบันการทูตและการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยแองโกล-อเมริกัน บอกว่า จากงานวิจัย "การผสมผสานกลยุทธ์ระหว่างการต่อสู้โดยปราศจากความรุนแรงและปราศจากอาวุธเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด"

 

 

ซึ่งในงานวิจัย ได้เลือกมองกลยุทธ์การต่อสู้เป็นเส้นระดับ จากไร้ความรุนแรงไปสู่การใช้ความรุนแรง โดยเพิ่มหัวข้อการต่อสู้ที่มีความรุนแรง "โดยปราศจากอาวุธ" (unarmed violence) เข้าไป

 

 

ผลลัพธ์พบว่าการต่อสู้โดยปราศจากความรุนแรงโดยสิ้นเชิง นำไปสู่ชัยชนะเพียง 48% ลดลงจากตัวเลขของงานวิจัยชื่อดังที่ "ผู้เชี่ยวชาญหลายคนนิยมนำไปอ้าง" ขณะที่กลยุทธ์การใช้ความรุนแรงโดยปราศจากอาวุธนำไปสู่ผลสำเร็จสูงถึง 61%

 

 

ขณะที่ท่าทีของฝ่ายรัฐบาล ได้ออกมาตรการรองรับในการดูแลการชุมนุม เพื่อไม่ให้กระทบต่อการจัดการประชุม ภายใต้จุดยืนที่ว่าต้องไม่มีใครมาขัดขวางการประชุม โดยเพิ่มความเข้มข้นในการรักษาความปลอดภัย และอำนวยการจราจร 

 

 

การชุมนุมที่เกิดขึ้นควบคู่ไปกับการประชุมในระดับโลกครั้งนี้ แม้จะดูว่าเป็นอุปสรรคขัดขวาง แต่เมื่อมองในมุมของสิทธิเสรีภาพแล้ว การเปิดโอกาสให้มีการเคลื่อนไหวในรูปแบบสันติวิธี ก็คือการเปิดโอกาสให้นานาชาติที่เข้ามาร่วมประชุม ได้เห็นถึงการเปิดกว้างของรัฐบาล เห็นถึงการให้ความสำคัญกับประชาชนของตัวเอง 

 

แม้เรื่องที่เคลื่อนไหว จะเกี่ยวพันกับงานใหญ่ ที่ถือเป็นหน้าตาของประเทศชาติ แต่อย่างน้อยรัฐบาลก็ยังเห็นถึงพลังของประชาชนที่แสดงออกผ่านการชุมนุมประท้วงแบบสันติวิธีที่นานาชาติยอมรับ


66