ทลายธุรกิจข้ามชาติสีเทา บทพิสูจน์ฝีมือ "ตำรวจไทย"


90

ทลายธุรกิจข้ามชาติสีเทา บทพิสูจน์ฝีมือ "ตำรวจไทย"

 

 

ข่าวการรับ "เงินบริจาค" จาก "นายทุนต่างชาติ" ของพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง ซึ่งอาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย จนนำไปสู่การตรวจสอบถึงความถูกต้องเหมาะสม และอาจนำไปสู่การพิจารณา "ยุบพรรค" ในอนาคตนั้น

 

 

ทำให้สังคมไทยต้องหันกลับมาดู "ชาวต่างชาติ" ที่อยู่ในประเทศไทย โดยเฉพาะการทำงานที่ผิดกฎหมาย แอบอ้างธุรกิจบังหน้า สร้างอิทธิพลเครือข่าย จนเกิดความเสียหายต่อสังคมไทย จนไม่สามารถปกปิดความผิดปกติบางอย่างได้

 

 

การประกาศยุทธการ  "ล้มไม้ค้ำ ลิดกิ่งก้าน"  กวาดล้าง "เครือข่ายธุรกิจสีเทา" ที่มี "นายทุนจีน" อยู่เบื้องหลัง  พบพฤติกรรมที่น่าสนใจ คือ การ "สวมสัญชาติไทย" ด้วยบัตรประชาชน "คนเป็น" 

 

 

โดยเป็นการขยายผลจากการบุกจับ "ผับจินหลิง" ในเขตยานนาวา ของ กทม. ที่ถูกเรียกว่าเป็น "ผับศูนย์เหรียญ" และขยายผลต่อเนื่องมาจากการจับกุมที่ชลบุรี จากการตรวจค้น 3 จุดใน กทม. ได้ยึดทรัพย์สินของคนจีนที่มีความเชื่อมโยง เป็นเงินสดกว่า 42 ล้านบาท รถยนต์กว่า 10 คัน และโฉนดที่ดินรวมมูลค่ากว่า 300 ล้านบาท 

 

 

แต่สิ่งที่พบว่าผิดปกติมากที่สุด คือ ชาวจีนที่ชื่อ "เหยียน หลิง" ครอบครอง "บัตรประชาชน" และ "พาสปอร์ตไทย"  ซึ่งเป็นการ "สวมสัญชาติ" จาก"คนไทยที่ยังไม่ตาย" เป็น "คนที่มีตัวตน" และตรวจสอบแล้วว่า "ยังมีชีวิต"

 

 

"งานป้องกันและงานสืบสวนจะทำงานร่วมกัน เพื่อคุมเข้มจัดระเบียบสถานบันเทิง ที่อาจเป็นต้นตอของการแพร่ระบาดของยาเสพติด ตอนนี้ที่เป็นปัญหา คือการที่มีนายทุนต่างชาติ เข้ามาประกอบธุรกิจและมามีอิทธิพลเป็นมาเฟีย ไม่เฉพาะแต่คนจีน แต่มีอีกหลายแก๊งที่เรากำลังสืบ" พล.ต.อ. ต่อศักดิ์ สุขวิมล รอง ผบ.ตร.กล่าว

 

ขณะที่ "พล.ต.อ.สุรเชษฐ์  หักพาล" รอง ผบ.ตร.  บอกว่า การตรวจสอบครั้งนี้ ไม่ได้เพ่งเล็งไปที่กลุ่มที่มีนายทุนจีนเท่านั้น ได้ตรวจสอบสถานประกอบการที่มีเจ้าของเป็นคนไทยเช่นกัน ซึ่งยอมรับว่าในการตรวจสอบก็มีบางส่วนที่ นาย "ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์" ให้ข้อมูลมา 

 

 

"ซึ่งในทางสืบสวนคดีที่มี "นายทุนจีน" เข้ามากระทำผิดกฎหมาย ทั้งเปิดผับ โดยการนำยาเสพติดมาใช้มาจำหน่าย ผับศูนย์เหรียญต่าง ๆ ยืนยันว่าตอนนี้ทางชุดสืบสวนมีข้อมูลครบแล้ว อยู่ระหว่างการดำเนินการขออำนาจศาลออกหมายจับดำเนินคดี"

 

 

ในเครือข่ายเหล่านี้ จะมีทั้ง "คนจีน" และ "คนไทย" เพราะขบวนการเหล่านี้อยู่ในไทยได้ ต้องมีคนไทยช่วยเหลือ และยอมรับว่ามีพฤติกรรมแบบคล้าย "ทัวร์ศูนย์เหรียญ" แล้วแปลงร่างมาเป็น "บ่อนศูนย์เหรียญ"

 

 

ขณะที่หลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงการเข้ามาทำ "ธุรกิจสีเทา" ของคนจีน อย่างกรณี นาย "เหยียน หลิง" ผู้ต้องสงสัยชาวจีน ที่เชื่อว่าเชื่อมโยงกับ "ผับจินหลิง" และอาจมีการใช้บัตรประชาชนคนไทยสวมทับสิทธิ์ "คนเป็น"

 

 

และนอกเหนือจาก "พาสปอร์ตสัญชาติไทย" ยังถือ "พาสปอร์ตสัญชาติกัมพูชา" มีประวัติเข้าออกกัมพูชา 25 ครั้ง เข้าออกมาเลเซีย 12 ครั้ง และมีความเชื่อมโยงกับบ่อนการพนัน "คิงโรมัน" ในสามเหลี่ยมทองคำ  ซึ่งตอนนี้กำลังตรวจสอบว่ามีความเชื่อมโยงกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์หรือไม่

 

 

"พล.ต.อ. ต่อศักดิ์ สุขวิมล" รอง ผบ.ตร. ย้ำว่า แก๊งมิจฉาชีพต่างชาติ อาศัยแผ่นดินไทย อาศัยบ้านเรา ทำความผิดในบ้านเรา ซึ่งจะลุกลามไปถึงเรื่องยาเสพติด ค้าอาวุธ ค้าประเวณี และการค้ามนุษย์ต่อไปด้วย มันมีอาชญากรรมที่มีรากฝอยรากแขนง เชื่อมโยงกัน

 

 

ซึ่งอิทธิพลของนักธุรกิจชาวจีน ได้ตักตวงผลประโยชน์ในไทย โดยจากปฏิบัติการครั้งล่าสุดในย่านอุดมสุข พบว่า "คนจีนซื้อหมู่บ้านเกือบทั้งหมู่บ้านแล้ว"

 

 

"ชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์" แฉข้อมูลว่า กลุ่มทุนจีนในไทยตอนนี้ มี 5 กลุ่ม เป็น "มาเฟียจีน" เรียกว่า "5 เสือจีนเทา" คือ "กลุ่มของนายเดวิด" นาย "ฉางเฟย"  นาย" โทนี่"  นาย "เอี่ยว" และ "ชายชาวจีนที่ขอสงวนชื่อ" ไว้ก่อน

 

 

"กลุ่ม 5 เสือจีนเทา" มีเงินหนา ทำธุรกิจสีเทาในไทย โดยใช้นอมินี สวมสัญชาติไทยของคนตาย มีพฤติการณ์ชอบติดสินบน และมีเครือข่ายเยอะ ลักษณะของธุรกิจของกลุ่ม 5 เสือจีนเทา เป็นแบบ "ศูนย์เหรียญ" ใช้ทรัพยากรของไทย หาผลประโยชน์ในไทย พุ่งเป้าลูกค้าคนจีน โดยที่ไทยไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย

 

 

"ในบางหมู่บ้าน แถวรัชดาภิเษก บางหมู่บ้านมี 100 หลัง จีนอยู่ไปแล้ว 60 หลัง จีนมีทุนมหาศาล เกิดจากการปิดประเทศ สีหนุวิลล์ล่มสลาย ทุนจีนสีเทาเลยมุ่งตรงมาที่เมืองไทย ต้องเอาคนจีนเหล่านี้ออกไปจากประเทศไทย เพราะไม่มีประโยชน์ เป็นคนจีนสีเทา" 

 

 

การปราบปราม "ธุรกิจข้ามชาติ" ที่เข้ามาดำเนินการในประเทศไทย ผ่าน "การท่องเที่ยว" และ "การลงทุนสีเทา" นี้ จึงเป็นบทพิสูจน์สำคัญของ "ตำรวจไทย" ในการพิสูจน์ฝีมือในการทำงาน

 

 

เพื่อให้สมกับฉายาที่ตำรวจไทยเคยได้รับว่า "ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่ตำรวจไทยทำไม่ได้"


90