กสทช.ขู่ กกท. เรียกคืน 600 ล้านบาท หากไม่ถ่ายบอลโลกบน IPTV ตามกฏ Must Carry


83

เปิดเอกสาร กสทช. สั่งด่วน กกท.ต้องถ่ายทอดสดบอลโลก 2022 บน IPTV ตามกฏ Must Carry มิเช่นนั้นต้องคืนเงิน 600 ล้านบาท ให้ กสทช. ภายใน 15 วัน พร้อมดอกเบี้ย 
 

 

แหล่งข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 30 พ.ย. 2565 คณะอนุกรรมการพิจารณาอนุญาตด้านกิจการโทรทัศน์ ได้มีการประชุมและมีหนังสือด่วนที่สุด  แจ้งไปยัง นายศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) เรื่องให้ปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เรื่อง การสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการซื้อลิขสิทธิ์ การถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลก ปี 2022 (รอบสุดท้าย)  

 

 

โดย กกท.จะต้องดำเนินการตาม กฏ Must Carry ให้ IPTV ถ่ายทอดบอลโลกได้ มิเช่นนั้น กกท.จะต้องจ่ายเงินคืนแก่สำนักงาน กสทช. 600 ล้านบาท ภายใน 15 วันนับแต่ได้รับแจ้งเป็นหนังสือ พร้อมดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี (หากมี) สำหรับเนื้อหาในหนังสือดังกล่าว ระบุว่า กสทช.ได้แจ้งต่อ กกท.ให้ปฏิบัติตามมติที่ประชุมคณะกรรมการกสทช.ครั้งที่ 32/2565 เมื่อวันพุธที่ 23 พฤศจิกายน 2565 โดยให้มีการบริหารจัดการสิทธิในการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย 2022 ด้วยความเป็นธรรม เสมอภาค และทั่วถึง ซึ่งสำนักงาน กสทช. ได้ขอให้ กกท.ชี้แจงรายละเอียดของสัญญาที่จัดทำกับสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (FIFA) รวมทั้งสัญญาหรือข้อตกลง/เงื่อนไขทางลิขสิทธิ์ที่จัดทำกับเอกชนรายอื่นที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ต่อมาสำนักงาน 

 

 

นอกจากนี้ กสทช. มีหนังสือแจ้งให้ กกท. ดำเนินการตามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เรื่อง การสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการซื้อลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลก ปี 2022 (รอบสุดท้าย) เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2565 (บันทึกข้อตกลงฯ โดยการนำส่งรายละเอียดสัญญาหรือข้อตกลงระหว่าง กกท. และ FIFA รวมถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเจรจาสัญญา และการทำข้อตกลงหรือเงื่อนไขการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลก ปี 2022 ที่ กกท. ทำกับเอกชนรายอื่นที่เกี่ยวข้องทั้งหมดให้กับสำนักงาน กสทช. ทันทีที่ กกท. ได้รับหนังสือ 

 

 

ประกอบกับ กกท. ได้เข้าชี้แจงต่อที่ประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณาอนุญาตด้านกิจการโทรทัศน์ ครั้งที่ 14/2565 เมื่อวันอังคารที่ 29 พฤศจิกายน 2565 ซึ่ง กกท. ไม่สามารถนำส่งเอกสารดังกล่าวได้ ที่ประชุมคณะอนุกรรมการฯจึงดำเนินการตามสิทธิและเงื่อนไขที่กำหนดในบันทึกข้อตกลงฯ โดยพิจารณาจากข้อมูลและเอกสารหลักฐานเท่าที่อยู่ในความครอบครองของสำนักงาน กสทช.  นั้น

 

 

สำนักงาน กสทช. ขอเรียนดังนี้ 
 

 

1.บันทึกข้อตกลงระหว่างกสทช.และกกท.มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนโดยทั่วไปและคนด้อยโอกาสสามารถรับชมและเข้าถึงการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลก ปี 2022 (รอบสุดท้าย) และผู้รับอนุญาตหรือผู้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์ที่อยู่ในการกำกับดูแลของ กสทช. และสำนักงาน กสทช. สามารถถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอสโลก ปี 2022 (รอบสุดท้าย) ได้โดยชอบด้วยกฎหมายภายใต้ประกาศ หลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ประชาชนโดยทั่วไปและคนด้อยโอกาสสามารถรับชมและเข้าถึงรายการดังกล่าว

 

 

2. ปัจจุบัน กกท. ยังไม่ได้ดำเนินการแก้ไขและปฏิบัติให้ถูกต้องตามหนังสือที่อ้างดังกล่าวข้างต้น จึงขอให้ กกท. ดำเนินการแก้ไขและปฏิบัติให้ถูกต้องตามเงื่อนไขและวัตถุประสงค์ของบันทึกข้อตกลงฯตามข้อ 2.2 ข้อ 2.4-2.5 ข้อ 2.8 และข้อ 2.10 ซึ่งกำหนดให้ กกท. ต้องบริหารจัดการสิทธิให้ผู้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์ที่อยู่ในการกำกับดูแลของ กสทช. และสำนักงาน กสทช.สามารถถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลก ปี 2022 (รอบสุดท้าย) ได้ตามประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์การเผยแพร่กิจการโทรทัศน์ที่ให้บริการเป็นการทั่วไป รวมทั้งต้องดำเนินการให้ผู้ให้บริการโครงข่ายโทรทัศน์ที่ให้บริการโทรทัศน์แบบบอกรับสมาชิกทุกราย ดำเนินการออกอากาศรายการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลก ปี 2022 (รอบสุดท้าย) 2022 ให้สมาชิกสามารถได้รับบริการโทรทัศน์ที่เป็นการทั่วไปได้โดยตรงอย่างต่อเนื่อง และไม่มีการเปลี่ยนแปลง ทำซ้ำ ดัดแปลง ผังรายการหรือเนื้อหารายการตามข้อ 6 ของประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์การเผยแพร่กิจการโทรทัศน์ที่เป็นการทั่วไป โดยทันทีนับแต่วันที่ได้รับหนังสือฉบับนี้

 

 

3. กรณี กกท. ไม่ดำเนินการแก้ไข หรือไม่สามารถปฏิบัติให้ถูกต้องตามที่กำหนดในข้อ 2 สำนักงาน กสทช. ขอสงวนสิทธิตามข้อ 8 ของบันทึกข้อตกลงฯ โดย กกท. มีหน้าที่ชำระเงินสนับสนุนที่ได้รับไว้ทั้งหมดคืนแก่สำนักงาน กสทช. ภายใน 15 วันนับแต่ได้รับแจ้งเป็นหนังสือ พร้อมดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี (หากมี) ทั้งนี้ สำนักงาน กสทช. ขอสงวนสิทธิในการเรียกร้องค่าเสียหายใดๆ อันเป็นผลเนื่องมาจากการไม่ปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงของ กกท. ที่เกิดขึ้นหรืออาจเกิดขึ้นในอนาคตต่อไป

 

 

อย่างไรก็ตาม หนังสือฉบับดังกล่าว มีการตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใด การลงชื่อจึงไม่ได้ลงชื่อ นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขา (กสทช.) รักษาการฯเลขา กสทช. ที่เป็นผู้ติดตามเรื่องนี้มาโดยตลอด แต่กลับเป็น รองเลขา อีกท่าน ที่ลงชื่อแทนในจดหมายดังกล่าว


83