Logo
variety iconlive icon
NewsAll
LIVES UPDATE
Politics2026 Mar 15 :: 11:20

พรรคประชาชน ย้ำ ใช้ระบบพิสูจน์ยืนยันตัวตนดิจิทัลเพื่อคุ้มครองสิทธิ ตั้งคำถามจับแพะชนแกะแบบนี้มี “ใบสั่ง” ทางการเมืองหรือไม่

พรรคประชาชน ย้ำ ใช้ระบบพิสูจน์ยืนยันตัวตนดิจิทัลเพื่อคุ้มครองสิทธิ ไม่เชื่อกรมการปกครองไม่เข้าใจว่าระบบยืนยันตัวตนทางดิจิทัลกับข้อมูลหลุดของสมาชิกเป็นคนละเรื่องกัน ตั้งคำถามจับแพะชนแกะแบบนี้มี “ใบสั่ง” ทางการเมืองหรือไม่วันที่ 15 มีนาคม 2569 น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ รองโฆษกพรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีกรมการปกครองประกาศข่าวแจ้งยกเลิกให้พรรคประชาชนใช้งานระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล (DOPA - Digital ID) และโปรแกรมอ่านข้อมูลจากบัตรประจำตัวประชาชนว่า ตอนนี้พรรคยังไม่เห็นคำสั่งฉบับเต็มจากกรมการปกครอง แต่หากมีคำสั่งตามที่สื่อนำเสนอออกมาจริง กรมการปกครองต้องมีคำตอบที่ชัดเจนว่าการที่พรรคประชาชนเชื่อมระบบ DOPA - Digital ID ของกรมการปกครอง กับเรื่องที่มีบุคคลภายนอกพยายามบุกรุกฐานข้อมูลสมาชิกของพรรคประชาชน เกี่ยวข้องกันถึงขนาดมายกเลิกให้พรรคประชาชนใช้งานระบบ DOPA - Digital ID ได้อย่างไร.ทั้งนี้ หากมีคำสั่งอย่างเป็นทางการจากกรมการปกครองจริง พรรคประชาชนจะพิจารณาใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่ออธิบดีกรมการปกครอง หากผลการพิจารณาอุทธรณ์ยังยืนยันคำสั่งเดิม พรรคจะพิจารณาใช้สิทธิต่อสู้โต้แย้งต่อศาลปกครองต่อไป เนื่องจากเราเห็นว่าคำสั่งดังกล่าวไม่สมเหตุสมผล ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง เป็นการนำสองเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกันมาเชื่อมโยงกันดังนั้น แม้ตอนนี้ยังไม่เห็นคำสั่งที่เป็นทางการ แต่การที่กรมการปกครองแถลงออกมาเช่นนี้ ไม่ได้ตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงและอาจถูกมองว่าเป็นการเลือกปฏิบัติต่อพรรคการเมืองหรือองค์กรใดองค์กรหนึ่ง ทำให้ตั้งคำถามได้ว่าเรื่องนี้อาจมี "ใบสั่ง" ทางการเมือง เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการดิสเครดิตพรรคประชาชนโดยใช้หน่วยงานรัฐเป็นเครื่องมือหรือไม่ ตนเห็นว่าเรื่องที่กรมการปกครองควรทำ คือการส่งเสริมให้ใช้ DOPA Digital-ID เพื่อให้พรรคการเมืองต่างๆ ขอข้อมูลจากสมาชิกน้อยลง เพื่อประโยชน์ในการยืนยันว่า ผู้ประสงค์สมัครสมาชิกมิได้ถูกแอบอ้างการสมัครสมาชิก และเรียกร้องข้อมูลประกอบการสมัครสมาชิกให้สอดคล้องกับข้อกฎหมายเท่านั้นพรรคประชาชนยืนยันว่าวัตถุประสงค์ที่เชื่อมระบบ DOPA - Digital ID และโปรแกรมอ่านบัตรประชาชน ของกรมการปกครองนั้น เพื่อตรวจสอบว่าบุคคลที่สมัครเป็นสมาชิกพรรคมีคุณสมบัติที่ครบถ้วนถูกต้องตามกฎหมาย และสมัครด้วยตนเองโดยไม่มีการสวมสิทธิโดยเอาเลขบัตรประชาชนคนอื่นมาสมัครสมาชิก ส่วนที่มีบุคคลภายนอกบุกรุกฐานข้อมูลสมาชิกของพรรคโดยมิชอบ ซึ่งกรมการปกครองอ้างถึงนั้น เป็นอีกกรณีหนึ่งที่พรรคต้องแก้ไขปรับปรุง โดยไม่เกี่ยวข้องหรือกระทบต่อระบบการยืนยันตัวตนของกรมการปกครองแต่อย่างใด

คลิกเพื่ออ่านต่อ...

"อิหร่าน" เจรจาญี่ปุ่นคลายปิดฮอร์มุซ เปิดทางเรือน้ำ ขณะทรัมป์ขีดเส้น 48 ชม. ขู่โจมตี
Global News2026 Mar 22 :: 08:51

"อิหร่าน" เจรจาญี่ปุ่นคลายปิดฮอร์มุซ เปิดทางเรือน้ำ ขณะทรัมป์ขีดเส้น 48 ชม. ขู่โจมตี

"อิหร่าน" เจรจาญี่ปุ่นคลายปิดฮอร์มุซ เปิดทางเรือน้ำ ขณะทรัมป์ขีดเส้น 48 ชม. ขู่โจมตีวันที่ 23 มี.ค. 2569 อับบาส อารักชี ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับ Kyodo News เมื่อวันที่ 20 มี.ค.ที่ผ่านมา ระบุว่า อิหร่านได้เริ่มต้นเจรจากับ ญี่ปุ่น เกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการผ่อนคลายหรือยกเลิกการปิดกั้น ช่องแคบฮอร์มุซ เป็นการชั่วคราวอารักชีระบุว่า อิหร่านพร้อมอำนวยความสะดวกให้เรือที่เกี่ยวข้องกับญี่ปุ่นสามารถเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัย หากญี่ปุ่นประสงค์จะเปิดเส้นทางเดินเรือของตนเอง โดยปัจจุบันญี่ปุ่นต้องพึ่งพาการขนส่งน้ำมันดิบผ่านช่องแคบดังกล่าวถึงราว 90% ของการนำเข้าทั้งหมดก่อนหน้านี้ อิหร่านได้ปิดกั้นเส้นทางดังกล่าวสำหรับเรือของประเทศที่เกี่ยวข้องกับการโจมตีอิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้น ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดจากความขัดแย้งระหว่าง อิสราเอล สหรัฐอเมริกา และ อิหร่าน จนหลายประเทศรวมถึงญี่ปุ่นต้องระบายน้ำมันจากคลังสำรองมาใช้เพื่อลดผลกระทบความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลัง ซานาเอะ ทาคาอิจิ พบกับ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ทำเนียบขาว ซึ่งทรัมป์ได้เรียกร้องให้ญี่ปุ่นเพิ่มบทบาท พร้อมกดดันพันธมิตรให้ส่งเรือรบเข้ามาช่วยคุ้มกันเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซอย่างไรก็ตาม ทาคาอิจิชี้แจงว่า ญี่ปุ่นมีข้อจำกัดด้านรัฐธรรมนูญสันติภาพ แม้กฎหมายความมั่นคงปี 2015 จะเปิดทางให้สามารถปฏิบัติการทางทหารนอกประเทศได้ในกรณีที่การโจมตีส่งผลกระทบต่อความอยู่รอดของประเทศ และไม่มีทางเลือกอื่นก็ตามอารักชียังกล่าวว่า อิหร่านมีความสัมพันธ์ที่ดีกับญี่ปุ่น และคาดหวังให้ญี่ปุ่นมีบทบาทช่วยยุติการรุกรานที่มองว่าไม่ชอบธรรม ขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐบาลญี่ปุ่นรายหนึ่งระบุว่า การเจรจาโดยตรงกับอิหร่านถือเป็นแนวทางที่ดีที่สุดในการคลี่คลายสถานการณ์ แต่ต้องดำเนินการอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้กระทบความสัมพันธ์กับสหรัฐฯในอีกด้านหนึ่ง ทรัมป์โพสต์ผ่าน Truth Social ขู่จะโจมตีและทำลายโรงไฟฟ้าของอิหร่าน หากไม่เปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยปราศจากการคุกคามภายใน 48 ชั่วโมงความตึงเครียดทวีขึ้นหลังอิหร่านยิงขีปนาวุธโจมตีพื้นที่ใกล้เมือง ดิโมนา ทางตอนใต้ของอิสราเอล ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก โดยมีเป้าหมายใกล้กับโรงงานนิวเคลียร์ ขณะที่ กองกำลังป้องกันอิสราเอล ระบุว่าไม่มีผู้เสียชีวิต และสถานการณ์อยู่ภายใต้การควบคุมนอกจากนี้ กลุ่ม ฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งเป็นพันธมิตรของอิหร่าน ยังได้ยิงโจมตีพื้นที่ทางตอนเหนือของอิสราเอลในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการขยายวงของความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง

คลิกเพื่ออ่านต่อ...

ศบก.ย้ำคนไทยเร่งอพยพพ้นพื้นที่เสี่ยง ชี้สถานการณ์สู้รบยังรุนแรง ผันแปรสูง เผยช่วยคนไทยเดินทางกลับแล้ว 1,475 คน
Politics2026 Mar 22 :: 08:01

ศบก.ย้ำคนไทยเร่งอพยพพ้นพื้นที่เสี่ยง ชี้สถานการณ์สู้รบยังรุนแรง ผันแปรสูง เผยช่วยคนไทยเดินทางกลับแล้ว 1,475 คน

ศบก.ย้ำคนไทยเร่งอพยพพ้นพื้นที่เสี่ยง ชี้สถานการณ์สู้รบยังรุนแรง ผันแปรสูง เผยช่วยคนไทยเดินทางกลับแล้ว 1,475 คนวันที่ 22 มี.ค. ที่ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ทำเนียบรัฐบาล นายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาอธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงสถานการณ์และการให้ความช่วยเหลือคนไทยว่า พี่น้องคนไทยหากเดินทางไปต่างประเทศขอให้ระมัดระวังและตื่นตัว กระทรวงการต่างประเทศมีคำแนะนำ 3 ประการ ข้อแรก ขอให้ติดหมายเลขสายด่วนของสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ไทยในประเทศที่เดินทางไป เผื่อในกรณีฉุกเฉินจะได้สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศได้อย่างทันท่วงทีข้อ 2 ขอให้ติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างใกล้ชิดจากสื่อสังคมออนไลน์ของสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ รวมทั้งของหน่วยงานประเทศที่ท่านเดินทางไป และหากมีคำเตือนมีคำแนะนำใดๆ ก็ขอให้ปฏิบัติตามโดยเคร่งครัดข้อ 3 ขอให้ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันที่ชื่อว่า Thai consular ซึ่งจะเป็นอีกช่องทางที่ท่านสามารถใช้ติดต่อหรือขอความช่วยเหลือจากสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ในประเทศที่เดินทางไปได้นายปาณิดล กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงมีความรุนแรง โดยคู่ขัดแย้งหลักรวมถึงกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ยังคงโจมตีตอบโต้กันอย่างต่อเนื่องเข้าสู่สัปดาห์ที่ 4 ซึ่งอยู่ในช่วงการเฉลิมฉลองวันอีฎิลฟิตริของชาวมุสลิมและช่วงปีใหม่ของเปอร์เซีย โดยนอกจากการมุ่งเป้าฐานปฏิบัติการของสหรัฐฯในประเทศต่างๆ แล้ว ยังคงมีการขยายการโจมตีไปยังโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในหลายประเทศของภูมิภาค ซึ่งส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความมั่นคงด้านพลังงานของโลกมากขึ้นขณะเดียวกันสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซยังคงตึงเครียด แม้รมว.ต่างประเทศของอิหร่านยืนยันว่าเรือต่างชาติสามารถสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ หากมีการแจ้งและตกลงเงื่อนไขร่วมกันล่วงหน้ากับอิหร่านก็ตาม ในขณะที่ล่าสุดมีการเรียกร้องโดยประธานาธิบดีสหรัฐฯให้มีการเปิดช่องแคบฮอร์มุซภายใน 48 ชั่วโมงนอกจากนี้ มีการออกแถลงการณ์ร่วมจาก 22 ประเทศ อาทิ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ บาห์เรน สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส แคนาดา เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ซึ่งรวมกันผลักดันให้มีการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซอย่างปลอดภัย ในกรณีพลังงานสหรัฐฯได้ออกหนังสืออนุญาตระยะสั้นเพื่ออนุญาตให้มีการขายน้ำมันของอิหร่านซึ่งตกค้างอยู่บนเรือบรรทุกน้ำมัน และจะทำให้น้ำมันประมาณ 140 ล้านบาร์เรล เข้าสู่ตลาดโลกอย่างรวดเร็ว เพื่อบรรเทาการขาดแคลนน้ำมันนายปาณิดล กล่าวว่า เนื่องจากสถานการณ์โดยรวมยังคงมีความผันแปรสูง กระทรวงการต่างประเทศจึงขอย้ำอีกครั้งให้คนไทยพิจารณาออกนอกพื้นที่เสี่ยงโดยเร็วที่สุด ติดตามข่าวสารและคำแนะนำจากช่องทางทางการอย่างเคร่งครัด รวมทั้งแจ้งข้อมูลที่อยู่และช่องทางติดต่อกับสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ในพื้นที่ที่รับผิดชอบเรื่องที่ 2 ความคืบหน้าของการให้ความช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่ ประเทศแรกคืออิสราเอล จากกรณีแรงงานไทยในอิสราเอล 1 คนที่เสียชีวิตจากสะเก็ดระเบิด สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเทลอาวีฟ ยังคงออกประกาศย้ำเตือนให้คนไทยที่อยู่ในอิสราเอลให้เพิ่มความระมัดระวังและปฏิบัติตามคำแนะนำด้านความปลอดภัยจากทางการอย่างเคร่งครัด สำหรับอิหร่านและตุรกี สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน และสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา อยู่ระหว่างการประสานอพยพแรงงานไทยอีก 4 คน และนักศึกษาอีก 7 คน รวมทั้งสิ้น 11 คน เดินทางทางบกข้ามไปตุรกีเพื่อเดินทางกลับประเทศไทยต่อไปนายปาณิดล กล่าวว่า สำหรับท่านที่ยังอยู่ในพื้นที่ตะวันออกกลาง ตนขอย้ำอีกครั้งว่าขอให้ทุกท่านติดตามสถานการณ์จากช่องทางทางการเพื่อประเมินสถานการณ์ความปลอดภัยอย่างสม่ำเสมอและปฏิบัติตามคำแนะนำของทางการอย่างเคร่งครัด ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์มีคนไทยที่ได้รับความช่วยเหลือให้ออกจากประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางมายังประเทศไทยหรือไปประเทศที่ 3 รวมทั้งสิ้น 1,475 คน รัฐบาลไทยยึดมั่นในการให้ความช่วยเหลือคนไทยในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบในพื้นที่อันตรายให้ออกมาในโอกาสแรกด้วยความปลอดภัย

คลิกเพื่ออ่านต่อ...

"กระทรวงพาณิชย์" ลุยตรวจสอบสถานประกอบการกว่า 2 พันแห่ง พบส่วนใหญ่ไม่ปิดแสดงสินค้า
Politics2026 Mar 22 :: 07:53

"กระทรวงพาณิชย์" ลุยตรวจสอบสถานประกอบการกว่า 2 พันแห่ง พบส่วนใหญ่ไม่ปิดแสดงสินค้า

"กระทรวงพาณิชย์" ลุยตรวจสอบสถานประกอบการกว่า 2 พันแห่ง พบส่วนใหญ่ไม่ปิดแสดงสินค้า ขายไม่ตรงราคาแสดง ดำเนินคดีเปรียบเทียบปรับแล้ว กรมการค้าภายในยันใช้มาตรการกม.จริงจัง พร้อมขยายธงฟ้า-ธงเขียว ให้ครอบคลุมวันที่ 22 มี.ค. 2569 ที่ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) น.ส.ญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ แถลงว่า จากสถานการณ์ต้นทุนด้านพลังงานและปัจจัยการผลิตที่ยังมีความผันผวนอยู่ในขณะนี้ กระทรวงพาณิชย์มีการติดตามสถานการณ์ราคาสินค้า ต้นทุนการผลิต รวมถึงปริมาณสินค้าอย่างใกล้ชิด โดยได้ส่งทีมงานลงพื้นที่ติดตามเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ทั้งเกษตรกร ผู้ประกอบการ และที่สำคัญที่สุดก็คือพี่น้องประชาชนผู้บริโภคน.ส.ญาณี กล่าวว่า สำหรับผลการติดตามตรวจสอบกำกับดูแลสถานการณ์สินค้าเชิงรุกอย่างใกล้ชิดในช่วงวันที่ 1 - 20 มีนาคม รวมทั้งสิ้น 2,321 กรณี ตนขอสรุปดังนี้ จากการลงพื้นที่ตรวจจริงทั่วประเทศ โดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อที่จะติดตามดูแลสถานการณ์ที่ได้รับผลกระทบ โดยการตรวจสอบร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด พลังงานจังหวัด คณะกรรมการส่วนจังหวัดว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ(กจร.) ซึ่งได้มีการตรวจสอบสถานประกอบการไปแล้วทั้งสิ้น 2,021 กรณี ประกอบด้วยสถานีบริการน้ำมัน 1,262 แห่ง ร้านจำหน่ายปุ๋ยเคมี 433 แห่ง และตลาดค้าปลีกค้าส่ง 326 แห่ง เพื่อที่จะกำกับดูแลราคาสินค้า เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง ป้องกันการปฏิเสธจำหน่าย และดูแลปริมาณสินค้าให้เพียงพอกับความต้องการของประชาชน ซึ่งจากการตรวจสอบในระดับจังหวัด พบการกระทำผิดในกรณีไม่ปิดป้ายแสดงราคาสินค้า 10 ราย และได้ดำเนินคดีตามกฎหมายน.ส.ญาณี กล่าวว่า ในส่วนของการลงพื้นที่ตรวจจริง ตามที่ประชาชนได้เรียนผ่านสายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 เราได้มีการตรวจสอบเรื่องร้องเรียน ทางด้านราคาและปริมาณสินค้าไปแล้วทั้งหมด 300 คำร้อง แบ่งเป็นในพื้นที่กทม.53 คำร้อง และต่างจังหวัด 247 คำร้อง ซึ่งได้ตรวจสอบแล้วเสร็จ 99 คำร้อง แยกเป็นกทม. 42 คำร้อง และต่างจังหวัด 57 คำร้อง ซึ่งจากการตรวจสอบพบการกระทำผิดในกรณีที่ไม่ได้ติดป้ายแสดงราคาสินค้า 12 ราย ซึ่งได้มีการดำเนินการเปรียบเทียบปรับตามกฎหมาย พบในพื้นที่เขตบางซื่อ ลาดพร้าว วัฒนา พญาไท บางกอกน้อย คลองเตย สวนหลวง ประเวศ และบางบอน นอกจากนี้ก็ยังพบกรณีที่จำหน่ายสินค้าไม่ตรงกับราคาที่แสดง 3 ราย ในพื้นที่คลองเตย ยานนาวา บางขุนเทียน ซึ่งได้มีการดำเนินการเปรียบเทียบปรับตามกฎหมายแล้วน.ส.ญาณี กล่าวว่า ขณะเดียวกันยังมีเรื่องร้องเรียนในเรื่องของการจำหน่ายสินค้าเกินสมควรอีก 25 คำร้อง ซึ่งขั้นตอนในการดำเนินการจากที่เราได้รับคำร้องแล้ว ทางเจ้าหน้าที่จะได้มีการเรียกเอกสารมาวิเคราะห์ต้นทุน หากตรวจสอบพบว่ามีการตั้งราคาสูงเกินสมควร ก็จะมีการดำเนินคดีตามกฎหมายจนถึงที่สุด ทั้งนี้จากการตรวจสอบ ยังไม่พบการกระทำความผิดจำนวน 79 ราย และยังเรื่องที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบอยู่ 201 คำร้อง แบ่งเป็นในเขตกทม. 11 คำร้อง และต่างจังหวัดอีก 190 คำร้อง ซึ่งในส่วนนี้ กรมการค้าภายในจะได้มีการตรวจสอบเชิงรุก เข้มงวดการคาดโทษและติดตามการตรวจสอบและรายงานตัวเลขการตรวจสอบทุกวัน ในเวลา 15.30 น.อย่างไรก็ดี กระทรวงพาณิชย์ยังได้มีการดำเนินงานเชิงรุก ในการที่จะร่วมกับภาคเอกชนและภาคประชาชนที่เกี่ยวข้อง ในการที่จะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพ และเปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมชี้เป้าร้านค้าและแหล่งจำหน่ายสินค้าราคาประหยัด เพื่อสร้างเครือข่ายข้อมูลราคาสินค้าทั่วประเทศ ควบคู่ไปจากการเฝ้าระวังพฤติกรรมการขึ้นราคา โดยส่วนหนึ่งคือกรมการค้าภายในได้ร่วมกับตลาดสด ในความส่งเสริมของกรมการค้าภายใน รวมถึงร่วมกับสมาคมตลาดสด ตลาดกลาง ที่มีเครือข่ายอยู่ทั่วประเทศ ในการเร่งติดตามและประชาสัมพันธ์การจำหน่ายสินค้าที่เป็นราคาปกติ รวมถึงจะใช้กลไกร้านค้าธงฟ้า ร้านอาหารราคาประหยัดที่อยู่ในความส่งเสริมของกรม ให้เป็นช่องทางช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน โดยสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ผู้ประกอบการ ภาคประชาชน ในการที่จะดูแลราคาสินค้าให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมน.ส.ญาณี กล่าวว่า ส่วนของมาตรการในการที่จะเพิ่มเติม โดยทางกระทรวงพาณิชย์ โดยรมว.พาณิชย์ ได้มีการเตรียมมาตรการเฉพาะกิจในการที่จะช่วยเหลือกลุ่มที่ต้องพึ่งพาน้ำมัน ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร ผู้ขนส่ง หรือประชาชนที่มีรายได้น้อย ในการลดภาระค่าครองชีพ ผ่านโครงการธงฟ้าราคาประหยัด ลดค่าครองชีพให้กับประชาชน ซึ่งเราได้มีการดำเนินการอยู่แล้ว แต่จะมีการขยายจุดจำหน่ายสินค้าจำเป็นราคาพิเศษทั่วประเทศให้ครอบคลุมทั้งในระดับจังหวัด อำเภอ และชุมชน รวมถึงในส่วนของมาตรการลดต้นทุนให้กับเกษตรกร คือโครงการธงเขียวราคาประหยัด ในการที่จะช่วยดูแลปุ๋ยสูตรต่างๆ ที่เกษตรกรจำเป็นจะต้องใช้ ในช่วงฤดูกาลผลิตที่จะมาถึงนี้ ในส่วนที่กระทรวงพาณิชย์ได้มีการเตรียมพร้อมที่จะดำเนินการน.ส.ญาณี กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ขอยืนยันว่าจะติดตามสถานการณ์ราคาและปริมาณสินค้าอย่างต่อเนื่องและอย่างใกล้ชิด พร้อมใช้มาตรการทางกฎหมาย ในการกำกับดูแลอย่างจริงจัง เพื่อที่จะดูแลค่าครองชีพประชาชน และรักษาระบบสินค้าและบริการของประเทศ

คลิกเพื่ออ่านต่อ...

“เทพไท” หวั่น เร่งตั้ง “รัฐบาล” เพื่อกดดัน“ศาลรธน.” พิจารณาคำร้องเลือกตั้งโมฆะหรือไม่
Politics2026 Mar 22 :: 07:21

“เทพไท” หวั่น เร่งตั้ง “รัฐบาล” เพื่อกดดัน“ศาลรธน.” พิจารณาคำร้องเลือกตั้งโมฆะหรือไม่

“เทพไท” หวั่น เร่งตั้ง “รัฐบาล” เพื่อกดดัน “ศาลรธน.” พิจารณาคำร้องเลือกตั้งโมฆะหรือไม่วันที่ 22 มีนาคม 2569 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีตสส.นครศรีธรรมราชและนักวิเคราะห์สถานการณ์การเมืองโพสต์คลิปภาพและเสียงถึงการตั้งรัฐบาลในหัวเรื่อง “เร่งตั้งรัฐบาล กดดันศาลรัฐธรรมนูญ?” มีสาระใจความว่า เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ได้มีมติเลือกนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี และในวันที่ 20 มีนาคม 2569 ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้จัดพิธีรับสนองพระบรมราชโองการ ที่ทำการพรรคภูมิใจไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากนี้จะมีการฟอร์มคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ซึ่งเป็นที่รับรู้กันว่า คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ที่มีจำนวน 35 คน แต่ได้ส่งรายชื่อให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีตรวจสอบคุณสมบัติถึง 40 คน เพื่อต้องการให้มีการตรวจสอบคุณสมบัติอย่างละเอียด ถ้าหากไม่ผ่านคุณสมบัติ ก็สามารถที่จะคัดออก ถือว่าเป็นรายชื่อสำรอง5คน แสดงให้เห็นว่า นายอนุทินพยายามเร่งรัดจัดให้มีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ให้เร็วที่สุด และเชื่อว่าต่อจากนี้ไม่เกินหนึ่งสัปดาห์ จะมีรายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ขึ้นทูลเกล้าฯเมื่อได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีแล้ว หลังจากนั้นจะนำคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณ และแถลงนโยบายต่อที่ประชุมรัฐสภา ซึ่งสามารถคาดการณ์ได้ว่า คณะรัฐมนตรีชุดอนุทิน2 สามารถเข้าปฎิบัติหน้าที่ได้ ก่อนสงกรานต์ปีนี้อย่างแน่นอน เพราะมีการเร่งรัด หรือที่เรียกกันว่า รวบหัวรวบหาง เพื่อให้มีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้าทำงานได้อย่างรวดเร็ว อย่างน้อยเป็นการกดดันการพิจารณาคดีการเลือกตั้งว่า เป็นโมฆะหรือไม่ของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะกระบวนการในศาลรัฐธรรมนูญ ต้องใช้เวลาอีกสักระยะหนึ่ง จะต้องเปิดโอกาสให้คณะกรรมการเลือกตั้งหรือกกต. ยื่นเอกสารชี้แจงภายใน 15 วัน ซึ่งอาจจะมีการขยายวันเวลาออกไปอีกก็เป็นไปได้“จึงทำให้ระยะเวลาการพิจารณาคำร้องของสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน อาจจะใช้เวลาพอสมควร เมื่อรัฐบาลชุดใหม่ดำเนินการบริหารประเทศไปแล้วสักระยะหนึ่ง อาจจะมีกระแสกดดันให้ศาลรัฐธรรมนูญ ได้ชั่งน้ำหนักว่า จะให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่ ในขณะที่รัฐบาลใหม่ได้เดินหน้าบริหารประเทศไปได้แล้ว และถ้าหากว่าผลการวินิจฉัยออกมาเป็นโมฆะ ต้องเลือกตั้งใหม่ อาจจะมีกระแสกดดันว่า ทำให้ประเทศถอยหลังเข้าคลอง ซึ่งเป็นกระบวนการหนึ่งของฝ่ายการเมืองที่กดดันศาลรัฐธรรมนูญ แต่อย่างไรก็ตามก็เชื่อว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีความหนักแน่นเพียงพอ และยึดมั่นในหลักการของกฎหมายและวินิจฉัยตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด จึงเชื่อว่า ไม่ว่าฝ่ายการเมืองจะกดดันการทำหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญมากน้อยเพียงใด ก็ไม่สามารถโน้มน้าวหรือกดดันคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญได้อย่างแน่นอน” นายเทพไท กล่าว

คลิกเพื่ออ่านต่อ...

ปลัด มท. กำชับผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ บูรณาการทุกภาคส่วนดูแลประชาชนควบคู่บริหารและรับมือ 3 ภัยในช่วงฤดูร้อน
Politics2026 Mar 22 :: 07:14

ปลัด มท. กำชับผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ บูรณาการทุกภาคส่วนดูแลประชาชนควบคู่บริหารและรับมือ 3 ภัยในช่วงฤดูร้อน

ปลัด มท. กำชับผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ บูรณาการทุกภาคส่วนดูแลประชาชนควบคู่บริหารและรับมือ 3 ภัยในช่วงฤดูร้อน "ไฟป่า/หมอกควัน/ฝุ่นPM2.5 - ภัยแล้ง - พายุฤดูร้อน" สแตนบายสายด่วน 1784 ตลอด 24 ชั่วโมงวันที่ 22 มี.ค. 69 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรองผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ เปิดเผยว่า กรมอุตุนิยมวิทยาได้พยากรณ์อากาศ เมื่อเวลา 06.00 น. ของวันนี้ โดยใน 24 ชั่วโมงข้างหน้า ประเทศไทยตอนบนมีอากาศร้อนในตอนกลางวัน โดยมีฝนฟ้าคะนองกับลมกระโชกแรงบางแห่ง เนื่องจากความกดอากาศต่ำจากความร้อนปกคลุมประเทศไทยตอนบน ในขณะที่มีลมใต้และลมตะวันออกเฉียงใต้พัดปกคลุมในบริเวณดังกล่าว สำหรับภาคใต้มีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง เนื่องจากลมตะวันออกและลมตะวันออกเฉียงใต้พัดปกคลุมอ่าวไทย ภาคใต้ และทะเลอันดามัน ทั้งนี้ ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีการสะสมของฝุ่นละอองหรือหมอกควันอยู่ในเกณฑ์ปานกลางถึงค่อนข้างมาก เนื่องจากมีการระบายอากาศอยู่ในเกณฑ์น้อยถึงปานกลาง จึงขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนดูแลรักษาสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อน และระวังอันตรายจากฝนฟ้าคะนองกับลมกระโชกแรงที่อาจเกิดขึ้นได้ในบางพื้นที่ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ได้มีข้อสั่งการตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568 พร้อมทั้งกำชับอย่างต่อเนื่อง โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 76 จังหวัด และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร บูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วน เตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศในช่วงฤดูร้อน ปี 2569 ทั้ง 3 ภัย ได้แก่ 1) การป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) 2) การป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้ง และ 3) การรับสถานการณ์พายุฤดูร้อน"ด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5)" ให้เฝ้าระวัง ติดตาม และประเมินสถานการณ์ที่ส่งผลต่อการเกิดเหตุในพื้นที่ และสร้างการรับรู้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยรับทราบสถานการณ์และแนวทางปฏิบัติตนให้เกิดความปลอดภัย พร้อมทั้งประสานการปฏิบัติร่วมกับฝ่ายทหาร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสนับสนุนกำลังเจ้าหน้าที่ เครื่องมือ อุปกรณ์ เครื่องจักรกลปฏิบัติการด้านภัยจากไฟป่าและหมอกควัน ให้พร้อมปฏิบัติการแก้ไขปัญหาตลอด 24 ชั่วโมง ควบคู่การมีส่วนร่วมของชุมชน/หมู่บ้าน ประชาชนจิตอาสา ฝ่ายปกครอง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงดูแลสุขภาพประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง และบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด"ด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้ง" ให้ดำเนินการตามแผนเผชิญเหตุที่ได้ซักซ้อมไว้ โดยให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคเป็นลำดับแรก รวมถึงน้ำเพื่อการเกษตรกรรม และป้องกันอาชญากรรมจำพวกการลักขโมยเครื่องสูบน้ำและทรัพย์สินอื่น ๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตประจำวันและการประกอบอาชีพของประชาชน และเฝ้าระวังเหตุอัคคีภัยที่อาจเกิดขึ้นจากความร้อนและการเสื่อมสภาพของอุปกรณ์ไฟฟ้า ทั้งภายในหมู่บ้าน ชุมชน และพื้นที่ประกอบเกษตรกรรม โดยรถดับเพลิงขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องมีน้ำสำหรับระงับเหตุได้ทันที"ด้านการรับสถานการณ์พายุฤดูร้อน" ให้เฝ้าระวัง ติดตามสภาพอากาศ และการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ และแจ้งเตือนประชาชนให้ทราบสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และกำชับเจ้าหน้าที่หมั่นตรวจตราความแข็งแรงของโครงสร้างอาคาร ป้ายโฆษณา เสาไฟฟ้า สิ่งก่อสร้าง ไม้ยืนต้นตามถนน และสถานที่สาธารณะต่าง ๆ หากพบว่าไม่ปลอดภัย ให้ปรับปรุงให้มีความมั่นคงแข็งแรง และเตรียมเครื่องจักรกลสาธารณภัย บุคลากรและทรัพยากรต่าง ๆ พร้อมออกให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยได้อย่างรวดเร็วและทันต่อสถานการณ์ และกำชับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในพื้นที่ แจ้งเตือนเกษตรกรเพื่อป้องกันความเสียหายต่อผลผลิตทางการเกษตร รวมถึงสัตว์เลี้ยงปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงมหาดไทย ยังได้กำชับผู้ว่าราชการจังหวัดเน้นย้ำนายอำเภอ ใช้กลไกท้องที่ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) บูรณาการกับหน่วยงานสังกัดกระทรวงสาธารณสุขในพื้นที่ และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เฝ้าระวังสถานการณ์โรคที่เกิดในช่วงฤดูร้อนหรือหน้าแล้ง อาทิ อหิวาตกโรค อุจจาระร่วง อาหารเป็นพิษ รวมถึงโรคที่ประชาชนมักจะประสบถี่ขึ้น เช่น โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) ที่พบในคนไทยบ่อยมากด้วยความถี่ในทุก ๆ 1 ชั่วโมง รวมถึงการเป็นลมจากอากาศร้อน ซึ่ง รพ.สต. และ อสม. เป็นกลไกที่นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยให้ความสำคัญในการเป็นด่านแรกของการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การเฝ้าระวังภัยสุขภาพ และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพของประชาชน โดยให้ความรู้การดูแลตนเองในช่วงหน้าร้อน และมียาดม ยาสามัญประจำบ้าน เพื่อบรรเทาอาการเจ็บป่วยในเบื้องต้น หากอาการรุนแรงให้รีบพาไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด"กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้กำชับเจ้าหน้าที่ ปภ.จังหวัด ปภ.ศูนย์เขต และ ปภ.ส่วนกลาง สแตนบายประสานงานและรับแจ้งเหตุสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจ และอยู่เคียงข้างพี่น้องประชาชนทุกคน ในทุกเวลานาที ทุกสาธารณภัย เพื่อความผาสุกของสังคมไทย และความสุขที่ยั่งยืนของประชาชน"

คลิกเพื่ออ่านต่อ...

ศบก. แถลงผลตรวจบริษัทน้ำมันเอกชนอ่างทอง ออกใบกำกับขนส่งไม่ถูกต้อง
Society2026 Mar 22 :: 07:06

ศบก. แถลงผลตรวจบริษัทน้ำมันเอกชนอ่างทอง ออกใบกำกับขนส่งไม่ถูกต้อง

ศบก. แถลงผลตรวจบริษัทน้ำมันเอกชนอ่างทอง ออกใบกำกับขนส่งไม่ถูกต้อง ลงพื้นที่ 8 จุดยังไม่พบความผิดปกติ เผยปริมาณน้ำมันสำรองเพียงพอไม่น้อยกว่า 103 วันวันที่ 22 มี.ค. 2569 ที่ ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ทำเนียบรัฐบาล แถลงประจำวัน โดยนายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน แถลงผลการดำเนินการของกรมธุรกิจพลังงานว่า เมื่อวันที่ 20 มี.ค.ได้มีคำสั่งนายกรัฐมนตรีให้ผู้ค้ามาตรา 7 และมาตรา 10 ต้องติดประกาศราคาจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงและรายงานข้อมูลให้กรมธุรกิจพลังงานทราบภายใน 18.00 น. ของทุกวันซึ่งในวันแรกได้มีการรวบรวมข้อมูลมาในชั้นนี้แล้วโดยสถานภาพของน้ำมันเบนซินที่ผลิตในประเทศ ณ วันนี้ ซึ่งผลิตใน 5 โรงกลั่น ได้แก่ โรงกลั่นบางจาก โรงกลั่นบางจากศรีราชา โรงกลั่น IRPC โรงกลั่น SPRC และโรงกลั่นไทยออยล์ ปริมาณการผลิตรวม ณ วันนี้อยู่ที่ 35.28 ล้านลิตร ที่ผลิตออกมาจะเป็นเบนซินพื้นฐาน จะต้องมีการเติมเอทานอล จะมีการผสมโดยผู้ค้าน้ำมัน ประกอบไปด้วย 5 โรงกลั่นดังกล่าวและผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ซึ่งจากโรงกลั่นเป็นเบนซินพื้นฐาน พอมาผสมด้วยเอทานอลที่ผลิตออกมาจายเพื่อการจำหน่าย เป็นกลุ่มน้ำมันเบนซิน ทั้งแก๊สโซฮอล์ 91, 95 E20 จะอยู่ที่ 34.40 ล้านลิตรต่อวันจากผู้ค้าที่ผลิตน้ำมันเบนซินเพื่อจำหน่ายส่วนหนึ่งส่งไปยังผู้ค้ารายใหญ่ ซึ่งเป็นผู้ค้ามาตรา 7 อีก 14 ราย เป็นการจำหน่ายผ่านตามสถานีบริการของปั๊มแบรนด์เป็นหลักอยู่ที่ 28.78 ล้านลิตร ส่วนที่เหลือจะเป็นการขายให้กับผู้ค้ารายย่อย ข้อมูลกำลังจะทยอยมา คาดว่า 2-3 วันนี้จะมีภาพที่ชัดขึ้นในกลุ่มผู้ค้าตามมาตรา 10 ซึ่งจะเป็นจ็อบเบอร์ที่ขึ้นทะเบียนกับกรมธุรกิจพลังงานและบางส่วนก็เป็นจ็อบเบอร์ที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน ค้าขายอาจจะไม่ถึง 36 ล้านลิตรต่อปีนายสราวุธ กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์ของน้ำมันดีเซล มีโรงกลั่นที่ผลิตอยู่รวมทั้งสิ้น 6 โรง ประกอบด้วย โรงกลั่นบางจาก โรงกลั่นบางจากศรีราชา โรงกลั่น IRPC โรงกลั่น PPTGC โรงกลั่น SPRC และโรงกลั่นไทยออยล์ ซึ่งในวันที่ 20 มี.ค.โรงกลั่นทั้งสิ้นผลิตดีเซลพื้นฐานรวม 79.91 ล้านลิตร ส่วนหนึ่งจำหน่ายไปยังภาคอุตสาหกรรม โรงไฟฟ้า และเรือเดินทะเล อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลตรงนี้ ส่วนถัดมาโรงกลั่นจะส่งให้กับผู้ค้า เพื่อไปผสมกับไบโอดีเซลจนกลายมาเป็นดีเซลหมุนเร็วที่จำหน่ายในประเทศ ซึ่งมีทั้งหมด 11 ราย ผู้ค้าที่ผลิตไบโอดีเซลจะผลิตน้ำมันดีเซลออกมารวมทั้งสิ้น 66.8 ล้านลิตร ณ วันที่ 20 มี.ค.ส่วนหนึ่งจะส่งให้กับผู้ค้ารายย่อยมาตรา 10 จะเป็นจ็อบเบอร์ที่ขึ้นทะเบียนกับกรมธุรกิจพลังงานอีกด้านหนึ่งผู้ที่ผลิตดีเซลหมุนเร็วขนาดใหญ่ จะจำหน่ายให้กับผู้ค้าขนาดใหญ่ที่มีสถานีบริการด้วย ประกอบด้วย 15 ราย ซึ่งปริมาณที่จำหน่ายผ่านผู้ค้าจำหน่ายอยู่ที่ 71 ล้านลิตร เป็นการดึงสต็อกเก่าที่เป็นเวิร์กกิ้งสต็อกมาใช้ ปริมาณการใช้ดีเซลโดยปกติอยู่ประมาณ 67 – 70 ล้านลิตรต่อวัน ตอนนี้สูงขึ้นกว่าปกติ มีบางช่วงที่ผ่านมาบางวันขึ้นไปถึงกว่าร้อยล้านลิตรนายสราวุธ ยังกล่าวถึงคืบหน้าการตรวจสอบคลังน้ำมันของบริษัทเอกชน จ.อ่างทอง ว่า จากการลงพื้นที่ตรวจสอบคลังน้ำมันบริษัทดังกล่าว ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) เมื่อวันที่ 19 มี.ค.เนื่องจากได้รับรายงานว่ามีปั๊มน้ำมัน สถานีบริการในจ.สิงห์บุรี ได้จำหน่ายน้ำมันในราคาสูง มีการแกะรอยก็มาถึงบริษัทเอกชนดังกล่าวที่จ.อ่างทอง เบื้องต้นได้มีการเก็บตัวอย่างน้ำมัน 3 ประเภท ประกอบด้วย น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 แก๊สโซฮอล์ 95 และน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว มาตรวจคุณภาพ ซึ่งผลตรวจอยู่ระหว่างการจัดส่งให้ตำรวจเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป แต่จากการตรวจสอบเส้นทางการจำหน่าย ต้นทางเป็นบริษัท IRPC เดิมจำหน่ายให้ผู้ค้าตามมาตรา 10 จำนวน 2 ราย ที่ขึ้นทะเบียนกับกรมธุรกิจพลังงาน และทั้ง 2 ราย ที่ได้ส่งไปยังคลังที่ จ.อ่างทอง จากข้อมูลดังกล่าวตรวจพบว่า ใบกำกับการขนส่งของ IRPC ที่จัดส่งให้บริษัทดังกล่าวระบุสถานที่ส่งไปปลายทางอยู่ใน กทม. แต่น้ำมันดังกล่าวไปพบที่ จ.อ่างทอง ซึ่งคงต้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ร่วมกับกรมธุรกิจพลังงานสืบเพื่อดูว่า เกิดอะไรขึ้น เบื้องต้นน่าจะมีความผิดในการออกใบกำกับการขนส่งที่ไม่ถูกต้อง ขณะเดียวกัน ได้มีการตรวจบริษัทด้วยว่า ใบกำกับการขนส่งอื่นๆ ดำเนินการถูกต้องครบถ้วนตามกฎหมายหรือไม่ ซึ่งจะขออนุญาตมารายงานต่อไปอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวว่า ประชาชนได้ร่วมกันพัฒนาแอปพลิเคชันอาทิ ของนายชานนท์ เงินทองดี เรียกว่า ปั๊มเรดาห์ ทางกรมธุรกิจพลังงานได้ประสานไปยังนายชานนท์ เพื่อจะได้ร่วมมือกันพัฒนาระบบหลังบ้านขึ้นมาอีกประเภทหนึ่ง โดยของนายชานันท์จะให้ประช่ชนช่วยส่งข้อมูล แต่ของที่ร่วมกับภาครัฐก็จะให้สถานีบริการเป็นผู้ร่วมกรอกข้อมูลผ่านมาทางพลังงานจังหวัด และจะจัดเตรียมแอปพลิเคชันชื่อว่า FUEL NOW เพื่อเป็นอีกช่องทางให้ประชาชนได้เข้ามาตรวจสอบว่า มีน้ำมัน ณ จุดไหน ส่งไปถึงอย่างไรบ้าง ทั้งหมดร่วมกับพลังงานจังหวัดทั่วประเทศ และหน่วยงานอื่นๆ ที่ร่วมกันสนับสนุนทั้งข้อมูลดิจิทัล เพื่อให้เกิดการบริการประชาชนอย่างเต็มกำลังอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวว่า ช่วง 2 วันที่ผ่านมาได้รับคำสั่งนายกฯและรองนายกฯ ตามคำสั่งศบก.ให้กระทรวงพลังงานร่วมกับหน่วยงานที่เกึ่ยวข้องผ่อนผันข้อจำกัดเพื่อเร่งน้ำมันเข้าสู่ระบบ และมีการกระจายตัวไปยังสถานีให้เร็วที่สุด ซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่ระหว่างการดำเนินการสุดท้าย ผลของการลงพื้นที่ตรวจสอบการกักตุนเมื่อวันที่ 21 มี.ค.โดยได้รับความกรุณาจากรมว.ยุติธรรม ร่วมกับรองอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ลงพื้นที่ตรวจคลังน้ำมัน 8 จุด ใน 4 จังหวัด และหารือผู้ประกอบการทำอย่างไร เพื่อป้องกันการขาดแคน โดยเบื้องต้นจากการลงพื้นที่ยังไม่พบอะไรที่ผิดปกติ และจะเดินหน้าลงพื้นที่ตรวจตราจุดต่างๆ อย่างต่อเนื่องต่อไปทั้งนี้ ปัจจุบันปริมาณสำรองน้ำมันเพียงพอต่อความต้องการไม่น้อยกว่า 103 วัน ณ วันนีั เป็นน้ำมันสำรองเพื่อการค้า 1,504 ล้านลิตร น้ำมันสำรองตามกฎหมาย 3,389 ล้านลิตร อยู่ระหว่างขนส่งอีก 4,206 ล้านลิตร และน้ำมันที่ยืนยันการจัดหาแล้วจากทุกเส้นทางมี 3,700 ล้านลิตรเมื่อถามถึงการบริหารจัดการน้ำมันอย่างเหมาะสมและอย่างรวดเร็ว จะดึงสต๊อกน้ำมันกระจายไปยังปั๊มต่างๆ ได้ภายในกี่สัปดาห์ นายสราวุธ กล่าวว่า อยู่ระหว่างการเร่งรัด ได้มีการปลดล็อกเวลาขนส่งน้ำมันเข้าพื้นที่ในเขตเมืองแล้ว ได้มีการผ่อนผันดีเซลจำนวนอย่างน้อย 130 ล้านลิตรเข้ามาในระบบ ต้องรีบกระจายตัวไปยังจุดต่างๆ รวมถึงสถานีบริการ เมื่อถามย้ำว่า จะเสร็จสิ้นภายใน 1-2 สัปดาห์ หรือไม่ นายสราวุธ กล่าวว่า เบื้องต้นถ้าสามารถส่งน้ำมันได้เร็วขึ้น 10 ล้านลิตรในทุกๆวัน ช่วงสัปดาห์ที่จะถึงน่าจะผ่อนคลายสถานการณ์ไปในทางที่ดีเมื่อถามถึงสถานการณ์ปัจจุบันมีความต้องการของประชาชนเกินขีดความสามารถในการจัดส่งใช่หรือไม่ นายสราวุธ กล่าวว่า อย่างน้ำมันดีเซลบางช่วงที่ผ่านมา ปริมาณความต้องการที่ผ่านสถานีบริการพุ่งไปสูงถึง 100 ล้านลิตรต่อวัน แต่สถานการณ์วันที่ 20 มี.ค.ยังสูงถึง 71 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งยังสูงกว่าปกติที่ 67 ล้านลิตรต่อวัน ในช่วงที่ผ่านมามีการดึงสต๊อกออกมาใช้ คงต้องรีบกระจายตัวให้เร็วที่สุด

คลิกเพื่ออ่านต่อ...

ปลัดมหาดไทย ลงนามแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง
Society2026 Mar 21 :: 11:59

ปลัดมหาดไทย ลงนามแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง

ปลัดมหาดไทย ลงนามแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงอันเนื่องมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง พ.ศ. 2569.วันนี้ 21 มี.ค. 2569 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงการดำเนินการตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 3/2569 เรื่อง กำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงอันเนื่องมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง พ.ศ. 2569 ลงวันที่ 20 มีนาคม 2569 ซึ่งได้มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ติดตามตรวจสอบการดำเนินงานของผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 และผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 และให้เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 และให้มีอำนาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามคำสั่งนี้.ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ตนได้ลงนามประกาศกระทรวงมหาดไทย ลงวันที่ 21 มีนาคม 2569 แต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีฯ ดังกล่าว อย่างมีประสิทธิภาพ เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน โดยแต่งตั้งให้รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านกิจการความมั่นคงภายใน อธิบดีกรมการปกครอง ที่ปรึกษาด้านความมั่นคง สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัด ทุกจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด ทุกจังหวัด ปลัดจังหวัด ทุกจังหวัด และนายอำเภอ ทุกอำเภอ เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ มีหน้าที่ติดตามตรวจสอบให้ผู้ค้าน้ำมันตามกฎหมายว่าด้วยการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงต้องปฏิบัติตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีอย่างเคร่งครัด โดยกำกับติดตามให้มีการแสดงราคาจำหน่ายอย่างชัดเจน ณ สถานประกอบการในลักษณะที่สามารถมองเห็นได้ทั่วไป ตรวจสอบความถูกต้องของปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีอยู่ในครอบครอง และปริมาณการจำหน่ายจริง รวมทั้งเฝ้าระวังการกักตุน และจำหน่ายในลักษณะผิดปกติปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมอบหมายให้สำนักงานพลังงานจังหวัดรายงานข้อมูลการปรับราคาจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงในทุกครั้งที่มีการปรับราคา และรายงานข้อมูลด้านการผลิตและจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิง โดยกรณีผู้ค้าน้ำมันที่เป็นโรงกลั่นน้ำมัน ให้รายงานข้อมูลปริมาณการผลิต ปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีอยู่ในครอบครอง ปริมาณการจำหน่าย และรายชื่อลูกค้าพร้อมทั้งปริมาณที่ขายให้ลูกค้าแต่ละราย สำหรับกรณีผู้ค้าน้ำมันที่ไม่ได้เป็นโรงกลั่นน้ำมัน ให้รายงานข้อมูลการขายเป็นรายลูกค้าและรายชื่อลูกค้าเฉพาะที่ซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงเกินรายละ 3,000 ลิตร/ครั้ง ไปยังกรมธุรกิจพลังงาน ภายในเวลา 18.00 น. ของทุกวัน พร้อมสำเนารายงานให้กระทรวงมหาดไทยทราบด้วย

คลิกเพื่ออ่านต่อ...

“สุดาวรรณ” แอบเครียดถูกดีเอสไอแจ้งข้อหารุกหาดสวนยา มั่นใจดำเนินการถูกต้องตามกฎหมาย
Politics2026 Mar 21 :: 09:15

“สุดาวรรณ” แอบเครียดถูกดีเอสไอแจ้งข้อหารุกหาดสวนยา มั่นใจดำเนินการถูกต้องตามกฎหมาย

“สุดาวรรณ” แอบเครียดถูกดีเอสไอแจ้งข้อหารุกหาดสวนยา มั่นใจดำเนินการถูกต้องตามกฎหมาย ยังไม่กำหนดเวลาไปรับทราบข้อกล่าวหาวันที่ 21 มี.ค. 2569 น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์กรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ออกหมายเรียกให้รับทราบข้อกล่าวหากรณีบุกรุกทำเลเลี้ยงสัตว์ “หาดสวนยา” ต.ศรีวิเชียร อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ว่า เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเป็นกรรมการบริษัท มีการฟ้องในนามที่เป็นกรรมการบริษัท เวลาทำอะไรก็ซื้อขายอย่างถูกต้องทางกฎหมายอยู่แล้ว คงต้องดูรายละเอียดและชี้แจงกันไป สามารถอธิบายได้อยู่แล้ว ส่วนการไปรับทราบข้อกล่าวหาขอเลื่อนไปก่อน ยังไม่ได้กำหนดชัดเจนจะไปรับทราบข้อกล่าวหาเมื่อใด ต้องนัดอีกครั้ง เมื่อถามว่า คดีออกมาในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง หนักใจหรือไม่ น.ส.สุดาวรรณตอบว่า เมื่อวันที่ 20 มี.ค.เห็นหน้าตัวเองทั้งวัน หากจะบอกไม่อะไรก็ไม่ได้ เพราะเป็นข่าวใหญ่ ก็แอบเครียดนิดนึง แต่พร้อมเดินหน้าตามกระบวนการกฎหมาย ทำไปตามขั้นตอน

คลิกเพื่ออ่านต่อ...

จับโป๊ะนโยบายเหลื่อมล้ำทำปั๊มร้าง ปล่อย “จ็อบเบอร์”เสวยสุขกินส่วนต่างค่าชดเชยน้ำมัน
Society2026 Mar 20 :: 13:31

จับโป๊ะนโยบายเหลื่อมล้ำทำปั๊มร้าง ปล่อย “จ็อบเบอร์”เสวยสุขกินส่วนต่างค่าชดเชยน้ำมัน

จับโป๊ะนโยบายเหลื่อมล้ำทำปั๊มร้าง ปล่อย “จ็อบเบอร์”เสวยสุขกินส่วนต่างค่าชดเชยน้ำมัน ทิ้งประชาชนแบกภาระหลังแอ่น ลุ้นกฎเหล็กรัฐบาลคุมเข้มแก้วิกฤติน้ำมันวันที่ 20 มี.ค. 69 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ลงนามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 3/2569 เรื่อง กำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงอันเนื่องมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางโดยระบุว่าโดยที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน ได้ทวีความรุนแรงมากขึ้น ไม่มีทีท่ายุติลงได้โดยง่าย ส่งผลกระทบต่อทั้งการผลิตและส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิง ก๊าซธรรมชาติ ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องจากตะวันออกกลางอันเป็นแหล่งผลิตน้ำมันเชื้อเพลิง ก๊าซธรรมชาติ และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องที่สำคัญของโลก ปริมาณสินค้าดังกล่าวที่ลดน้อยลงอย่าง มีนัยสำคัญทำให้ราคาเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วประเทศไทยที่นำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง ก๊าซธรรมชาติ และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องเป็นหลักจึงได้รับผลกระทบนี้โดยตรง อีกทั้งปรากฏว่าในห้วงเวลาที่ผ่านมา สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงและคลังน้ำมันจำนวนมากไม่มีน้ำมันเชื้อเพลิงจำหน่าย เกิดความเดือดร้อนแก่การดำรงชีวิตของประชาชนและการประกอบธุรกิจของผู้ประกอบการจำนวนมาก จึงเป็นกรณีที่มีความฉุกเฉินและจำเป็นโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ที่จะต้องกำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง อันเกิดขึ้นจากสถานการณ์ดังกล่าว อาศัยอำนาจตามมาตรา 3 พ.ร.ก.การแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง ปี2516 นายกฯมีคำสั่งไว้ ดังต่อไปนี้1. ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป 2. ให้ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง ดำเนินการตามมาตรการ ดังต่อไปนี้ ปฏิบัติตามคำสั่งนายกฯ เรื่อง กำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง ลงวันที่ 6 มี.ค. 69 ให้ติดประกาศราคาจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงไว้ ณ สถานประกอบการของผู้ค้าน้ำมันแต่ละรายในลักษณะที่สามารถมองเห็นได้ทั่วไป และรายงานให้อธิบดีกรมธุรกิจพลังงานทราบทุกครั้ง ที่มีการปรับราคาจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงให้ผู้ค้าน้ำมันที่เป็นโรงกลั่นน้ำมัน รายงานปริมาณการผลิต ปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีอยู่ในครอบครอง และปริมาณการจำหน่าย และรายชื่อลูกค้าและปริมาณที่ขายให้แก่ลูกค้าแต่ละราย ต่ออธิบดีกรมธุรกิจพลังงานภายใน เวลา 18.00 น.ของทุกวัน ให้ผู้ค้าน้ำมัน ที่มิได้เป็นโรงกลั่นน้ำมัน รายงานการจำหน่ายเป็นรายลูกค้าและรายชื่อลูกค้าซึ่งซื้อเกินรายละ3,000 ลิตรต่อครั้ง ต่ออธิบดีกรมธุรกิจพลังงานภายในเวลา 18.00 น.ของทุกวัน โดยการรายงานให้เป็นไปตามรูปแบบที่อธิบดีกรมธุรกิจพลังงานกำหนด และส่งไปที่ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ datapmo@doebonline.doeb.go.th3. ให้ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา10 พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง ดำเนินการตามด้วย 4. มอบหมายให้ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯและรมว.คมนาคม ปลัดกระทรวงมหาดไทย ผบ.ตร. อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ติดตามตรวจสอบการดำเนินงานของผู้ค้าน้ำมันตามข้อ 2 และข้อ 3 ให้เป็นไปตามคำสั่งนี้โดยเคร่งครัด เพื่อประโยชน์ในการบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมาย ให้อธิบดีกรมธุรกิจพลังงานแจ้งข้อมูลตามข้อ 2 และข้อ 3 ให้แก่บุคคลตามวรรคหนึ่ง ทราบทางไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ด้วย5. ให้ นายพิพัฒน์ ,รมว.ยุติธรรม ปลัดกระทรวงมหาดไทย ผบ.ตร. อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพ.ร.ก.ฉบับนี้ และให้มีอำนาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามคำสั่งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การที่นายกฯออกอาศัยอำนาจตามมาตรา 3 พ.ร.ก.การแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง ปี2516 เท่ากับว่า “ยอมรับว่าประชาชนไม่ได้กักตุนน้ำมัน”ตรงกับผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานระบุว่า ประชาชนไม่มีเงินมาซื้อน้ำมันกักตุน แต่ปัญหาขาดแคลนน้ำมันเกิดจากนโยบายของผู้กำกับดูแลนโยบายพลังงานที่ระบุว่า “น้ำมันทุกลิตรออกไปจากโรงกลั่นเพื่อจำหน่ายในประเทศ ได้รับเงินชดเชยจากกองทุนน้ำมัน ทั้งที่เป็นนโยบายที่ล้มเหลวจนเกิดวิกฤติน้ำมันขาดแคลนหน้าปั๊มหากสถานการณ์ตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน ยังทวีความรุนแรงมากขึ้น ไม่ยุติลงได้โดยง่าย ในอนาคตประเทศไทยเสี่ยงขาดแคลนน้ำมันดีเซล หากไม่ได้น้ำมันดิบคุณภาพสูงจากตะวันออกกลาง แต่ไปได้น้ำมันดิบจากที่ดีมีโอกาสกลั่นเป็นน้ำมันดีเซลได้น้อยลง จนไม่เพียงพอต่อการบริโภค เพราะประเทศไทยใช้เฉลี่ยวันละ 67 ล้านลิตรต่อวัน กำลังผลิตน้ำมันดีเซลของประเทศไทยอยู่ที่ 77 ล้านลิตรต่อวัน แต่เมื่อเกิดเหตุสงคราม รัฐบาลอ้างว่าประชาชนวิตกกังวล ทำให้ใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นเป็น 84 ล้านลิตรต่อวัน “ทำให้เกินกำลังผลิต เป็นเหตุให้เกิดการขาดน้ำมันในบางพื้นที่” นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ระบุวันที่ 19 มี.ค.69แต่ข้อเท็จจริงอีกมุมหนึ่ง ประชาชนใช้อยู่ 65 % ประชาชนก็ยังใช้น้ำมันตามปกติ แต่ภาคอุตสาหกรรมที่ใช้อยู่ 35% ซึ่งในจำนวนนี้มี 10 % ที่เป็นอุตสาหกรรมต้องใช้น้ำมันตลอด จึงทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้ากับโรงกลั่นได้ในราคาตลาดโลกขณะที่ภาคอุตสาหกรรมอีก 25 % ซื้อขายผ่านจ็อบเบอร์ ที่มาซื้อที่ปั๊ม เพราะได้น้ำมันราคาถูกกว่าถึง 20 บาทจากค่าชุดเชยกองทุนน้ำมัน ก่อนนำไปขายต่อให้ภาคอุตสาหกรรมเท่ากับปั๊ม จ็อบเบอร์ ภาคอุตสหรรม ที่อยู่ในขบวนการนี้ได้ประโยชน์ไปเต็มๆ ประชาชนที่ใช้น้ำมันต้องรับภาระหลังแอ่น ไปจ่ายให้กองทุนน้ำมัน คำถามคือ จ็อบเบอร์ เป็นคนของใคร ขอให้รัฐบาลช่วยตอบที

คลิกเพื่ออ่านต่อ...

กระชากหน้ากากวาทกรรมลวงตา “ชดเชยทุกลิตร รัฐสร้างระบบสองราคา” บีบโรงกลั่นกั๊กของถูก ผลักจ็อบเบอร์ซื้อแพง
Society2026 Mar 20 :: 12:09

กระชากหน้ากากวาทกรรมลวงตา “ชดเชยทุกลิตร รัฐสร้างระบบสองราคา” บีบโรงกลั่นกั๊กของถูก ผลักจ็อบเบอร์ซื้อแพง

กระชากหน้ากากวาทกรรมลวงตา “ชดเชยทุกลิตร รัฐสร้างระบบสองราคา” บีบโรงกลั่นกั๊กของถูก ผลักจ็อบเบอร์ซื้อแพงท่ามกลางวิกฤติน้ำมันขาดแคลนหน้าปั๊ม ระดับผู้กุมนโยบายพลังงานลงพื้นที่ตอกย้ำ "น้ำมันทุกลิตรที่ออกจากโรงกลั่นเพื่อจำหน่ายในประเทศ ได้รับเงินชดเชยจากกองทุนน้ำมัน" พร้อมชี้นิ้วไปที่ "จ็อบเบอร์" (Jobber) เป็นต้นเหตุการปั่นราคา แต่ในความเป็นจริง นี่คือความล้มเหลวเชิงนโยบายที่รัฐบาลพูดไม่หมด เป็นต้นเหตุที่ทำให้โรงกลั่นต้อง "เลือกปฏิบัติ" เพื่อเอาตัวรอดทั้ง 1. ทำไมการขายราคาตลาด (MOPS) ถึง "หอมหวาน" กว่าสำหรับโรงกลั่น? สาเหตุที่เงินชดเชยเดินไปไม่ถึงจ็อบเบอร์ มีนัยสำคัญทางธุรกิจที่รัฐบาลมองข้ามหรือแกล้งไม่เห็นกระแสเงินสด (Cash Flow): การขายให้จ็อบเบอร์ในราคาตลาดโลก (MOPS) โรงกลั่นได้รับ "เงินสดทันที" ไม่ต้องรอ "แปะโป้ง" จากกองทุนน้ำมันที่ติดลบเป็นแสนล้าน ซึ่งต้องรอคิวเบิกจ่ายนานหลายเดือนกำไรเนื้อๆ (Pure Margin): ราคา MOPS คือราคาที่บวกกำไรตามกลไกตลาดโลกอยู่แล้ว ไม่ต้องถูกบังคับกดค่าการตลาดหรือทำส่วนลดอุดหนุนเหมือนราคาหน้าปั๊มที่รัฐสั่งควบคุมตัดความเสี่ยงทางกฎหมาย (Compliance): หากรับเงินชดเชยแทนจ็อบเบอร์ แล้วจ็อบเบอร์นำไปขายผิดประเภท โรงกลั่นต้องรับผิดชอบฐานสำแดงเท็จ การขายราคาตลาดจึง "ปลอดภัยและไร้ความเสี่ยง" กว่าในมุมธุรกิจ2. เหตุผลที่โรงกลั่น "จำกัด" การส่งน้ำมันไปสถานีบริการ ในขณะที่ผู้กุมนโยบายพลังงานสั่งเพิ่มรถขนส่ง แต่ความจริงที่เจ็บปวดคือ โรงกลั่นนั่นแหละที่พยายามจำกัดปริมาณน้ำมันไปหน้าปั๊ม เพราะ:• ยิ่งส่งไปปั๊ม ยิ่งเป็นหนี้: น้ำมันทุกลิตรที่ส่งเข้าสถานีบริการในราคาอุดหนุน (เช่น 33 บาท) หมายถึงโรงกลั่นต้องแบกภาระเงินค้างรับจากกองทุนน้ำมันเพิ่มขึ้น ยิ่งส่งมาก สภาพคล่องยิ่งหายมาก• ความเหลื่อมล้ำของกำไร: โรงกลั่นย่อมอยากขายน้ำมันแบบ "ไม่ชดเชย" ให้จ็อบเบอร์มากกว่า เพราะได้เงินสดทันทีและไม่ต้องแบกหนี้สาธารณะแทนรัฐบาล• ผลลัพธ์: เมื่อโรงกลั่นกั๊กน้ำมันราคาถูกไว้แค่พอรักษาหน้าให้รัฐบาล แต่จ็อบเบอร์ถูกผลักไปซื้อของแพงราคาตลาดโลก จ็อบเบอร์จึงต้อง "หนีคลังมาแย่งหัวจ่ายหน้าปั๊ม" จนเกิดวิกฤตขนส่งไม่ทัน (Logistics Bottleneck)3. ความย้อนแย้งที่ตอกหน้าผู้กุมนโยบายพลังงาน• วาทกรรมชดเชยทุกลิตรคือเรื่องโกหก: เพราะถ้าชดเชยทุกลิตรจริง ราคาหน้าคลังต้องเท่ากับหน้าปั๊ม แต่ในเมื่อราคาห่างกันลิบลับ แสดงว่า "เงินชดเชยเดินไปไม่ถึงจ็อบเบอร์" อย่างที่รัฐอ้าง• รัฐบาลคุมโรงกลั่นไม่ได้: รัฐใช้ภาษีประชาชนอุดหนุนโรงกลั่น แต่โรงกลั่นกลับเลือกเอาตัวรอดโดยการขายราคาแพงให้คนนอก และกั๊กของถูกไว้แค่บางส่วน• บีบให้เกิด Retail Arbitrage โดยเจตนา: รัฐบาลสร้างกติกาที่บีบให้ภาคธุรกิจต้องทิ้งรถบรรทุกหน้าคลัง แล้วหันมาเบียดเสียดกับรถเก๋งประชาชนที่ปั๊มน้ำมันเอง4. ทางออกที่แท้จริงตาม "นโยบายปฏิรูปเชิงโครงสร้าง" สิ่งที่ผู้กุมนโยบายทำ คือการแก้ปัญหาปลายเหตุ แต่ทางออกที่ยั่งยืนต้องแก้ที่ต้นตอ:• ดีเซลราคาเดียว (Single Diesel Price): กำหนดราคาหน้าโรงกลั่นให้เป็นราคาเดียวทั้งระบบ หยุดพฤติกรรมหนีคลังมาแย่งปั๊ม ดึงอุปสงค์กลับสู่ระบบขนส่งปกติทันที• อุดหนุนตรงเป้าหมาย (Targeted Subsidy): เลิกอุดหนุนแบบเหมารวม (Subsidy Leakage) แล้วใช้ Digital ID อุดหนุนเฉพาะประชาชนที่เดือดร้อนจริง• ควบคุมกำไรส่วนเกินและต้นทุนสมมติ: พักการเก็บค่าขนส่ง/ประกันภัยทิพย์ (Import Parity) และคุมค่าการกลั่น (GRM) ให้อยู่ในกรอบที่เหมาะสม (Cap & Floor) จะลดราคาน้ำมันลงได้ทันที 5 บาท/ลิตร โดยไม่ต้องกู้เงินมาอุดหนุนเพิ่มนายศิริโชค โศภา อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สรุปปิดท้ายว่า รัฐบาลกำลังใช้ "วาทกรรมชดเชยทุกลิตร" เพื่อซื้อเวลาและปิดบังความล้มเหลว ตราบใดที่โรงกลั่นยังมองว่าการอุดหนุนคือภาระหนี้และการขายราคาตลาดคือทางรอด วิกฤตน้ำมันขาดแคลนจะไม่มีวันจบสิ้นด้วยการสั่งเพิ่มรถขนส่งเพียงไม่กี่ร้อยคัน

คลิกเพื่ออ่านต่อ...

WATCH LATEST VIDEOS
FEATURED
สกสค. ลงนามจ้างพิมพ์แบบเรียน 150 รายการ ภายใต้ข้อตกลงคุณธรรม โปร่งใสทุกขั้นตอน
Society2026 Mar 22 :: 12:52

สกสค. ลงนามจ้างพิมพ์แบบเรียน 150 รายการ ภายใต้ข้อตกลงคุณธรรม โปร่งใสทุกขั้นตอน

สกสค. ลงนามจ้างพิมพ์แบบเรียน 150 รายการ ภายใต้ข้อตกลงคุณธรรม โปร่งใสทุกขั้นตอน แข่งราคาลดฮวบ ประหยัดงบกว่า 255 ล้าน มั่นใจส่งทันเปิดเทอม 2569สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) จัดพิธีลงนามสัญญาจ้างพิมพ์หนังสือแบบเรียนสำหรับปีการศึกษา 2569 รวมทั้งสิ้น 150 รายการ ภายหลังเสร็จสิ้นกระบวนการประกวดราคา โดยมีผู้ประกอบการภาคเอกชนที่ได้รับคัดเลือกจำนวน 5 ราย ได้แก่ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ฟิสิกส์เซ็นเตอร์, บริษัท รุ่งศิลป์การพิมพ์ (1977) จำกัด, บริษัท วรรณชาติ เพรส จำกัด, บริษัท สยามเพรส จำกัด และบริษัท อุดมศึกษา จำกัดการลงนามครั้งนี้ดำเนินการควบคู่กับ “ข้อตกลงคุณธรรม” (Integrity Pact) ซึ่งมีผู้แทนจากภาครัฐและองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันเข้าร่วมสังเกตการณ์ เพื่อยกระดับความโปร่งใสในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การกำหนดขอบเขตงาน (TOR) การตั้งราคากลาง ไปจนถึงการประกวดราคาแบบอิเล็กทรอนิกส์ (E-Bidding)นายดิศกุล เกษมสวัสดิ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. ทำหน้าที่เป็นประธานในพิธีลงนามขณะที่นางสาวชนนิกานต์ สืบชนะ รองเลขาธิการฯ ในฐานะประธานคณะกรรมการ TOR และพิจารณาผลการประกวดราคา ระบุว่า กลไกข้อตกลงคุณธรรมช่วยให้กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างเป็นไปตามกฎหมายและหลักธรรมาภิบาลอย่างเคร่งครัด เปิดโอกาสให้เกิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรม และสะท้อนต้นทุนจริงของผู้ประกอบการผลจากการแข่งขันดังกล่าว ทำให้มูลค่างานจัดจ้างอยู่ที่ประมาณ 754.3 ล้านบาท ต่ำกว่างบประมาณที่ตั้งไว้ 1,010 ล้านบาท คิดเป็นการประหยัดงบประมาณกว่า 255 ล้านบาท หรือราวร้อยละ 25.31ภายหลังลงนาม ผู้รับจ้างทั้ง 5 รายสามารถเริ่มกระบวนการผลิตได้ทันที โดยยังมีผู้สังเกตการณ์ติดตามการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องจนถึงขั้นตอนส่งมอบหนังสือแบบเรียนให้กับสถานศึกษาทั่วประเทศ พร้อมทั้งมีการประชุมบริหารสัญญาเพื่อทำความเข้าใจข้อกำหนดร่วมกันอย่างครบถ้วนสกสค. ยืนยันว่าการผลิตหนังสือแบบเรียนยังคงเป็นไปตามแผน และมั่นใจว่าจะสามารถจัดส่งถึงสถานศึกษาได้ทันก่อนเปิดภาคเรียนปีการศึกษา 2569 โดยไม่กระทบต่อการเรียนการสอน

คลิกเพื่ออ่านต่อ...

ผบ.ตร.สั่งทำทันที 4 เรื่อง “เครื่องมือ-คลังกฎหมาย-เงินเพิ่ม-ระบบบริหารงบประมาณ”
Society2026 Mar 21 :: 07:33

ผบ.ตร.สั่งทำทันที 4 เรื่อง “เครื่องมือ-คลังกฎหมาย-เงินเพิ่ม-ระบบบริหารงบประมาณ”

ผบ.ตร.สั่งทำทันที 4 เรื่อง “เครื่องมือ-คลังกฎหมาย-เงินเพิ่ม-ระบบบริหารงบประมาณ” พัฒนางานสอบสวนตำรวจ สร้างมาตรฐานทำคดี อำนวยความยุติธรรมให้ประชาชนวันนี้ 21 มีนาคม 2569 พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รับผิดชอบงานกฎหมายและคดี ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารและพัฒนางานสอบสวน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร./ผอ.ศส.ตร.) เปิดเผยความคืบหน้าในขับเคลื่อนพัฒนางานสอบสวนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่ง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. กำชับให้แก้ไขปัญหาและพัฒนาระบบงานสอบสวนให้เกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างเร่งด่วน โดยล่าสุด ผบ.ตร. อนุมัติโครงการเร่งด่วน (Quick-Win) 4 เรื่อง พร้อมใช้งานในปีงบประมาณ 2569 มีเป้าหมายให้การอำนวยความยุติธรรมมีประสิทธิภาพ คือ 1. จัดหาอุปกรณ์คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กให้พนักงานสอบสวนใหม่ ระดับรองสารวัตรที่อบรมพนักงานสอบสวนใหม่ ปี 2569 ไว้ใช้ปฏิบัติงานประจำสถานีตำรวจ, 2.ทำห้องสมุดกฎหมายอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ, 3.จัดสรรเงินค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติงานให้พนักงานสอบสวนเพิ่มเติม โดยเฉพาะคดีออนไลน์ และ 4.พัฒนาระบบสารสนเทศในการจัดการงบฯด้านการสอบสวนรอง ผบ.ตร. เปิดเผยด้วยว่า 4 โครงการเร่งด่วนมีรายละเอียดดังนี้1. ด้านวัสดุอุปกรณ์ในการปฏิบัติงาน : จัดหาอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ Notebook ให้พนักงานสอบสวนใหม่ ระดับ รอง สว. ไว้ใช้ปฏิบัติงานประจำสถานีตำรวจ 1 คน ต่อ 1 เครื่อง โดยเริ่มจัดหาให้กับพนักงานสอบสวนใหม่ที่ผ่านการอบรมจากสถาบันส่งเสริมงานสอบสวนในปีงบประมาณ 2569 2. ด้านระบบปฏิบัติงาน : จัดทำระบบห้องสมุดกฎหมายอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ (Smart E-Library) สำหรับให้พนักงานสอบสวน นิติกร รวมถึงข้าราชการตำรวจใช้สืบค้นเนื้อหากฎหมาย รวมทั้งตำรากฎหมาย งานวิจัย วิทยานิพนธ์ คำพิพากษาศาลฎีกา เพื่อใช้ในการทำสำนวนการสอบสวน หรือทำความเห็นแย้ง เป็นการยกระดับงานวิชาการของตำรวจให้เทียบเท่ากับหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมอื่น โดยจะพัฒนาเสริมด้วยระบบ AI ช่วยในการสืบค้นกฎหมาย แนะนำหนังสือ ให้ตำรวจเข้าถึงข้อมูลได้ง่าย3. ด้านสวัสดิการ : จัดสรรเงินค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติงานให้พนักงานเพิ่มเติม เพื่อใช้ในการทำสำนวนคดีออนไลน์ เนื่องจากปัจจุบัน สำนักงานตำรวจแห่งชาติรับแจ้งความคดีออนไลน์ ผ่านระบบ Thai Police Online (TPO) ปีละประมาณ 380,000 เรื่อง (CASE ID) เฉลี่ยวันละ 1,041 เรื่อง โดยในแต่ละคดี พนักงานสอบสวนต้องมีหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐานด้านข้อมูลคอมพิวเตอร์ ร่องรอยทางดิจิทัล (Digital Footprint) สอบปากคำพยาน รวบรวมเอกสารจากสถาบันการเงิน ประสานอายัดหรือยกเลิกอายัดบัญชี ทำผังความเชื่อมโยงบัญชีม้า ซึ่งเป็นภาระงานที่เพิ่มเติมตามที่กำหนดไว้ใน พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 โดยได้พิจารณานำเงินจากกองทุนเพื่อการสืบสวน สอบสวน การป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางอาญา มาช่วยสนับสนุนเงินส่วนนี้เพิ่มเติมจากงบประมาณปกติ ซึ่งกำหนดตัวเลขเบื้องต้นไว้ที่ 500 บาท ต่อ Case ID ซึ่งเป็นหลักการเดียวกับหน่วยงานยุติธรรมอื่น เช่น กรมสอบสวนคดีพิเศษ อัยการ หรือศาล ที่เมื่อมีงานเพิ่มเติมย่อมต้องจัดสรรงบประมาณเพิ่มให้เหมาะสมกับผู้ปฏิบัติงาน4. การกำกับติดตามงบประมาณ : จัดทำระบบสารสนเทศ กำกับติดตามการใช้จ่ายงบประมาณด้านงานสอบสวน ตาม พ.ร.บ.งบประมาณฯ 6 รายการ คือ 1) เงินค่าสำนวน 2) ค่าตอบแทนพยาน 3) ค่าตอบแทนนักจิตวิทยา 4) ค่าชันสูตรพลิกศพ 5) ค่าตอบแทนผู้ไกล่เกลี่ย และ 6) ค่าใช้จ่ายในการส่งหมายเรียกพยาน รวม 6 รายการ เป็นเงิน 461 ล้านบาทเศษ เพื่อเป็นระบบกำกับติดตามของผู้บริหารและเจ้าหน้าที่การเงิน ตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณงานสอบสวนให้ถูกต้องและคุ้มค่า ไม่ให้นำเงินส่วนนี้ไปใช้ในงานภารกิจตำรวจด้านอื่นที่ไม่ใช่งานสอบสวน พร้อมเริ่มใช้งานระบบเดือนเมษายนนี้พล.ต.อ.นิรันดรฯ กล่าวว่า ทั้ง 4 เรื่องนี้ เป็นองค์ประกอบของการพัฒนาประสิทธิภาพงานสอบสวนที่สามารถทำให้สำเร็จเห็นผลได้ก่อนในระยะสั้น ตามความหมายของ Quick-Win เป็นประโยชน์ต่อพนักงานสอบสวนโดยตรง เพราะเป็นการช่วยเสริมระบบปฏิบัติงานของพนักงานสอบสวนในการทำสำนวนคดี และเมื่อรวมเข้ากับองค์ประกอบอื่น ๆ ที่กำลังดำเนินการในอนาคตแล้ว จะส่งผลต่อประสิทธิภาพในการอำนวยความยุติธรรมทางอาญาของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในภาพรวม โดย ผบ.ตร.ให้ความสำคัญกับงานสอบสวนอย่างมาก พัฒนาทั้งระบบงาน จัดหาวัสดุอุปกรณ์ เพิ่มเติมสวัสดิการ รวมทั้งสร้างเส้นทางความเจริญก้าวหน้าของพนักงานสอบสวนไว้โดยเฉพาะให้แล้ว เป็นการสร้างขวัญกำลังใจ เพื่อให้พนักงานทุกนายมีความพร้อมในการปฏิบัติงาน สร้างมาตรฐานการทำสำนวนคดี มุ่งเน้นการอำนวยความยุติธรรมให้ประชาชนเป็นสำคัญ ให้สมกับต้นธารของกระบวนการยุติธรรมทางอาญา

คลิกเพื่ออ่านต่อ...

“วัชระ” บอกความเป็นมา “ปปช.” ชี้มูลความผิด อดีตสส.กระบี่พรรคภูมิใจไทยบุกรุกที่สปก.500ไร่
Society2026 Mar 21 :: 07:12

“วัชระ” บอกความเป็นมา “ปปช.” ชี้มูลความผิด อดีตสส.กระบี่พรรคภูมิใจไทยบุกรุกที่สปก.500ไร่

“วัชระ” บอกความเป็นมา “ปปช.” ชี้มูลความผิด อดีตสส.กระบี่พรรคภูมิใจไทยบุกรุกที่สปก.500ไร่ ผิดจริยธรรมร้ายแรงส่งศาลฎีกาตัดสิน21 มีนาคม 2569นายวัชระ เพชรทอง อดีตสส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เมื่อพ.ศ. 2564 ได้รับเรื่องร้องเรียนจากพี่น้องชาวกระบี่ จึงเดินทางไปสำรวจพื้นที่ป่าสงวนป่าเขาขวาง-ป่าโคกยาง-ป่าช่องบางเหรียง ที่ต.ห้วยยูง อ.เหนือคลอง จ.กระบี่ว่านายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สส.กระบี่ เขต 1 พรรคภูมิใจไทยบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติทำสวนปาล์ม100ไร่จริงหรือไม่ และตรวจสอบเทียบเคียงกับบัญชีทรัพย์สินที่ยื่นปปช.ว่าตรงกันหรือไม่เมื่อได้หลักฐานครบในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2564 จึงไปยื่นหนังสือให้ ปปช.สอบนายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สส.กระบี่ เขต 1 พรรคภูมิใจไทย ว่าแจ้งบัญชีทรัพย์สินเท็จหรือไม่ บุกรุกป่าสงวนหรือไม่ผิดจริยธรรมร้ายแรงหรือไม่และปิดเส้นทางถนนดินที่ชาวบ้านย่านนั้นใช้เป็นถนนมาแต่บรรพบุรุษหรือไม่เมื่อเรื่องเงียบหายไป3ปี นายวัชระ เพชรทอง จึงไปยื่นหนังสือทวงถามคดีล่าช้าเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2568ว่ามีการประวิงเวลาหรือไม่ต่อมาวันที่ 20 มีนาคม 2569 คณะกรรมการปปช.ชี้มูลความผิดนายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง อดีตสส.พรรคภูมิใจไทย ว่าฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ข้อ 7 ข้อ 8 และข้อ 17 ประกอบข้อ 3 และข้อ 27 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ส่งสำนวนให้ศาลฎีกาพิพากษาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 235 พรป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2661 มาตรา 87 และมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 ต่อไป รวมเวลาที่คณะกรรมการปปช.ทำงานคดีนี้ทั้งสิ้น 4 ปี 4 เดือนนับแต่วันยื่นคำร้องจึงมีมติชี้มูลความผิดนายวัชระ เพชรทอง อดีตสส.พรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า “ผมไม่ได้ขัดแย้งใดๆเป็นการส่วนตัวกับสส.พรรคภูมิใจไทย ทำหน้าที่ผู้แทนนอกสภาตามที่ชาวบ้านร้องเรียน ช่วงนี้สังเกตเห็นได้ว่าปปช.ชี้มูลความผิดนักการเมืองบ่อย แต่กับคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ผิดจริยธรรม ปปช.กลับเป่าคดีหรือแช่เรื่องดองเอาไว้จนนานผิดสังเกต”ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวัชระ เพชรทอง เป็นอดีตสส.พรรคประชาธิปัตย์ 2 สมัย จบการศึกษานิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง ประธานบัณฑิตรามคำแหงรุ่น 25 และประธานทนายความรุ่น 16 สภาทนายความ

คลิกเพื่ออ่านต่อ...

พิษยาเสพติดเปลี่ยนคนเป็นปีศาจ! ศอ.ปส.บช.น. บุกรวบพ่อทาสยาเสพติดล่วงละเมิดลูกสาวนานแรมปี
Society2026 Mar 21 :: 06:10

พิษยาเสพติดเปลี่ยนคนเป็นปีศาจ! ศอ.ปส.บช.น. บุกรวบพ่อทาสยาเสพติดล่วงละเมิดลูกสาวนานแรมปี

พิษยาเสพติดเปลี่ยนคนเป็นปีศาจ! ศอ.ปส.บช.น. บุกรวบพ่อทาสยาเสพติดล่วงละเมิดลูกสาวนานแรมปีชุดปฏิบัติการศูนย์ยาเสพติดนครบาล (ศอ.ปส.บช.น.) บุกรวบตัวนายชาย (นามสมมุติ) อายุ 40 ปี หลังตกเป็นทาสยาเสพติด ก่อเหตุทางเพศต่อบุคคลในครอบครัวต่อเนื่องนานนับปี ก่อนหนีกบดานข้ามจังหวัดแต่ไม่พ้นเงื้อมมือ ชุดยาเสพติดรองจ๋อเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. สั่งการให้ พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. ,พล.ต.ต.วรศักดิ์ พิสิฐบรรณกร ผบก.น.1 ,พ.ต.อ.วรพจน์ รุ่งกระจ่าง รอง ผบก.สส.บช.น. , พ.ต.อ.นิพนธ์ นิธิการุณย์เลิศ ผกก.สน.ชนะสงคราม , พ.ต.ท.ธัญพีรสิษฐ์ จุลพิภพ สว.กก.สส.3 บก.สส.บช.น. เปิดปฏิบัติการสืบสวนจับกุมนายชาย (นามสมมุติ) อายุ 40 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 1410/2569 ลงวันที่ 10 มีนาคม 2569 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน "ข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น โดยกระทำแก่ผู้สืบสันดาน"จับกุมได้ที่แคมป์ก่อสร้างใกล้พระปรางค์สามยอด ต.ท่าหิน อ.เมืองลพบุรี จ.ลพบุรี เมื่อวันที่ 20 มี.ค.2569 เวลาประมาณ 14.30 น.จากการสืบสวนพบพฤติกรรมสุดสะเทือนใจ ยาเสพติดสารพิษล้างสมอง เปลี่ยน "พ่อ" เป็น "อาชญากร" ชนวนเหตุครั้งนี้ต้นเหตุมาจาก "ยาเสพติด" ที่ผู้ต้องหาเสพติดอย่างหนักจนทำลายสมองส่วนจริยธรรมและการยับยั้งชั่งใจ หลังการเสพยา เปลี่ยนบทบาทจากผู้ปกครองกลายเป็นปีศาจ ลงมือล่วงละเมิดบุตรสาวแท้ๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไร้ซึ่งสามัญสำนึกของความเป็นมนุษย์ ทันทีที่ชุดสืบสวน ศอ.ปส.บช.น. ทราบ พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ จึงสั่งการสารวัตรแจ๊ะเร่งแกะรอยโดยเร็วเนื่องจากผู้เสียหายอยู่ในอาการหวาดผวาเพราะผู้ต้องหาตามรังควานและปล่อยภาพคุกคามในโลกโซเชียล จากนั้นชุดสืบสวนพบว่าผู้ต้องหารายนี้หนีไปกบดานในพื้นที่จังหวัดลพบุรี จึงติดตามไปจับกุม แจ้งข้อกล่าวหา "ข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น โดยกระทำแก่ผู้สืบสันดาน" ในชั้นจับกุมผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา โดยให้การว่า “ตนเองเสพยาบ้าและยาไอซ์ จนทำให้เกิดอารมณ์ก่อเหตุไม่รู้ตัว จากนั้นชุดจับกุมจึงนำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน สน. ชนะสงครามดำเนินคดีตามกฏหมายต่อไปพล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. / รองโฆษก ตร. ฝากเตือน สังคมต้องตื่นตัว ช่วยเป็นหูเป็นตา อย่าช่วยกันปิดบัง คดีนี้เป็นอุทาหรณ์ว่า “อันตรายอาจซ่อนอยู่ในพื้นที่ที่ควรปลอดภัยที่สุด” โดยเฉพาะในครอบครัวที่มีปัจจัยเสี่ยงในการใช้สารเสพติด ควรสังเกตุบุตรหลานหากมีพฤติกรรมหวาดกลัวผิดปกติ เก็บตัวผิดสังเกต ซึมเศร้า หรือมีการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์หรือร่างกายอย่างชัดเจน อาจเป็นสัญญาณเตือนภัย ควรรีบแจ้งเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที เพราะการรับรู้เร็ว คือโอกาสในการหยุดยั้งเหตุร้าย หากพบเบาะแสความรุนแรงในครอบครัว * สายด่วน พม.: 1300 สายด่วนแจ้งเหตุยาเสพติด : 1386 แจ้งเหตุด่วน: 191

คลิกเพื่ออ่านต่อ...

สลดกลางกรุง! พบศพทารกถูกทิ้งในห้องน้ำห้างดังย่านสุขุมวิท 24 ตำรวจเร่งสอบพยาน
Society2026 Mar 21 :: 06:10

สลดกลางกรุง! พบศพทารกถูกทิ้งในห้องน้ำห้างดังย่านสุขุมวิท 24 ตำรวจเร่งสอบพยาน

สลดกลางกรุง! พบศพทารกถูกทิ้งในห้องน้ำห้างดังย่านสุขุมวิท 24 ตำรวจเร่งสอบพยาน–พิสูจน์หลักฐานหาสาเหตุการเสียชีวิตและผู้เกี่ยวข้องเมื่อวันที่ 21 มี.ค. 69 รับแจ้งจากศูนย์วิทยุ สน.ทองหล่อ ว่ามีเหตุพบศพทารกถูกทิ้งไว้ภายในห้องน้ำหญิง ชั้น G ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ประตูทางออกสุขุมวิท 24 แขวงคลองตัน เขตคลองเตย กรุงเทพฯ เจ้าหน้าที่จึงได้เดินทางไปตรวจสอบเมื่อถึงบริเวณที่เกิดเหตุพบแม่บ้านและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอยู่บริเวณหน้าห้องน้ำที่เกิดเหตุ แจ้งว่า ศพเด็กทารกอยู่ภายในห้องเก็บของข้างห้องน้ำหญิงที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้เข้าไปตรวจสอบภายในห้องเก็บของดังกล่าวผลการตรวจสอบพบถุงขยะสีดำวางอยู่ภายในห้อง ภายในพบศพเด็กทารกเพศชาย ตรวจสอบเบื้องต้นไม่พบรอยฟกช้ำหรือบาดแผลแต่อย่างใดจากนั้นสอบถามแม่บ้านและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ได้ความว่า เมื่อเวลาประมาณ 16.00 น. แม่บ้านได้เข้าไปทำความสะอาด เก็บขยะ ภายในห้องน้ำที่เกิดเหตุ เมื่อถึงบริเวณห้องน้ำที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นห้องด้านขวาสุด ได้ทำความสะอาดเก็บขยะตามปกติ ระหว่างที่เก็บขยะพบว่าภายในถังขยะ มีถุงพลาสติกสีดำ มีน้ำหนักหนักมากผิดปกติ จึงได้หยิบออกมาวางไว้ในห้องเก็บของด้านข้างจากนั้นแม่บ้านได้แจ้งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้มาตรวจสอบ จึงได้แกะถุงดำดังกล่าว พบว่าภายในเป็นศพเด็กทารก จากนั้นจึงได้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อดำเนินการต่อไปเจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงได้กั้นพื้นที่เกิดเหตุ แจ้งพนักงานสอบสวน เจ้าหน้าที่สืบสวน สน.ทองหล่อ แพทย์นิติเวช และพิสูจน์หลักฐาน เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป

คลิกเพื่ออ่านต่อ...

ผบ.ทหารสูงสุด ร่วมประชุมผู้บัญชาการทหารสูงสุด ภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก (Chiefs of Defense Conference : CHODs)
Society2026 Mar 21 :: 06:10

ผบ.ทหารสูงสุด ร่วมประชุมผู้บัญชาการทหารสูงสุด ภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก (Chiefs of Defense Conference : CHODs)

ผบ.ทหารสูงสุด ร่วมประชุมผู้บัญชาการทหารสูงสุด ภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก (Chiefs of Defense Conference : CHODs)เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 เวลา 10.00-12.00 น.ตามวัน เวลา ประเทศไทย พลเอก อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้เข้าการประชุมผ่านระบบการประชุมทางไกล (Video Teleconference : VTC) ร่วมกับ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก (Chiefs of Defense Conference : CHODs) จำนวน 23 ประเทศ ตามคำเชิญของ พลเรือเอก Samuel Paparo ผู้บัญชาการ กองกำลังสหรัฐฯ ภาคพื้นอินโด-แปซิฟิก และพลเอกหญิง Jennie Carignan ผู้บัญชาการทหารสูงสุดแคนาดา ซึ่งการประชุมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาค และหารือเกี่ยวกับหัวข้อที่จะหยิบยกหารือในการประชุม CHODs ซึ่งในปีนี้จะจัดที่ประเทศแคนาดา ในการนี้ผู้บัญชาการทหารสูงสุดได้ยืนยันว่า กองทัพไทยมีความพร้อมที่จะให้การสนับสนุนสหรัฐฯ และแคนาดาที่จะเป็นประธานร่วมการจัดการประชุมดังกล่าวอย่างเต็มความสามารถ เพื่อให้การเตรียมการประชุมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย พร้อมที่จะเป็นเวทีอันสำคัญสำหรับการกระชับความสัมพันธ์และดำเนินความร่วมมือทางทหารในภูมิภาค ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้เน้นย้ำถึงจุดยืนในการให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี ผ่านกลไกการเจรจา และเชื่อมั่นว่า การใช้เวทีพหุภาคีคือกุญแจสำคัญในการลดช่องว่างความขัดแย้ง และสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน เพราะ "ความสงบสุขที่ยั่งยืน" มิได้เกิดจากการป้องปรามเพียงอย่างเดียว หากแต่ต้องควบคู่ไปกับการเคารพในกติการะหว่างประเทศและความร่วมมือที่เกื้อกูลกัน และหวังว่าการประชุมในครั้งถัดไปที่ประเทศแคนาดา จะเป็นการต่อยอดความสำเร็จจากการประชุม CHODs ครั้งที่ผ่านมา ณ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายร่วมกันในการรักษาเสถียรภาพและความมั่งคั่งของภูมิภาคสืบไป

คลิกเพื่ออ่านต่อ...

อ่างทองชวนเที่ยวใหญ่! "นายอำเภอวิเศษฯ" จัดงาน ‘รำลึกวีรชนแขวงเมืองวิเศษไชยชาญ’ ยิ่งใหญ่ 4 วันเต็ม
Society2026 Mar 21 :: 06:09

อ่างทองชวนเที่ยวใหญ่! "นายอำเภอวิเศษฯ" จัดงาน ‘รำลึกวีรชนแขวงเมืองวิเศษไชยชาญ’ ยิ่งใหญ่ 4 วันเต็ม

อ่างทองชวนเที่ยวใหญ่! "นายอำเภอวิเศษฯ" จัดงาน ‘รำลึกวีรชนแขวงเมืองวิเศษไชยชาญ’ ยิ่งใหญ่ 4 วันเต็ม จัดแน่นทั้งแสงสีเสียง-คอนเสิร์ตลูกทุ่ง-ตลาดของดีชุมชนบคั่ง พร้อมการแสดงศิลปวัฒนธรรมเชิงประวัติศาสตร์ และชิมช็อป สินค้าพื้นถิ่นนายอภิชาติ ศรีเหรา นายอำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง เปิดเผยว่า ภายใต้การนำของ นายนที มนตริวัตผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง ขอเชิญชวนประชาชน ท่องเที่ยวงาน “รำลึกวีรชนแขวงเมืองวิเศษไชยชาญ” ที่จะมีขึ้นระหว่างวันที่ ที่ 24 – 27 มีนาคม 2569 นี้ จำนวน 4 วัน ณ บริเวณอนุสาวรีย์นายดอก นายทองแก้ว ตำบลไผ่จำศีล อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง โดยงานดังกล่าวเป็นการร่วมมือระหว่าง อำเภอวิเศษชัยชาญ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้าน ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาคประชาชน อำเภอวิเศษชัยชาญ เพื่อรำลึก และยกย่องวีรกรรม ความกล้าหาญ และความเสียสละของวีรชนแขวงเมืองวิเศษไชยชาญ นายดอก ชาวบ้านกลับ นายทองแก้ว ชาวบ้านโพธิ์ทะเล ตลอดจนวีรชนแขวงเมืองวิเศษไชยชาญ ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ที่ได้ร่วมกันปกป้องรักษาเอกราชการของประเทศไทยไว้ นายอำเภอวิเศษชัยชาญ เปิดเผยว่าภายในงาน จะมีพิธีบวงสรวงดวงวิญญาณวีรชนแขวงเมืองวิเศษไชยชาญ พิธีวางพวงมาลาสักการะนายดอก นายทองแก้ว การประกวดริ้วขบวนแห่รำลึกวีรชนฯ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่อำเภอ การประกวดการแสดงรำลึกวีรชนและอัตลักษณ์ประจำท้องถิ่น การแสดงดนตรีลูกทุ่งชื่อดัง “แมงปอ ชลธิชา” “อร อรดี” “รัชนก ศรีโลพันธุ์” “ดำรง วงศ์ทอง” ทุกวันในเวลา 20.30 น. ชมการแสดงแสง สี เสียง The Musical จำนวน 2 รอบ คือวันที่ 25และ 26 มีนาคม เวลา 19.30 น. การประกวดแข่งขันวงดนตรีเด็กและเยาวชน อายุไม่เกิน 18 ปี และอีกมากมายนอกจากนี้ ยังมีการออกร้านจัดจำหน่ายสินค้า และผลิตภัณฑ์ชุมชนของผู้ประกอบการในพื้นที่อำเภอวิเศษชัยชาญ และจังหวัดอ่างทอง พร้อมทั้งครัวราชสีห์อำเภอวิเศษชัยชาญ ซึ่งรวมของดีประจำตำบลมาร่วมจัดจำหน่ายภายในงาน มากกว่า 70 ร้านค้า ตลอดจนมีคาราวานร้านค้าจากทั่วสารทิศ ให้ทุกท่านได้ชิมของอร่อย ช็อปของถูกใจ ชมการประดับตกแต่งไฟประดับที่สวยงาม และเพลิดเพลินไปกับการแสดงศิลปวัฒนธรรมเชิงประวัติศาสตร์ และดนตรีลูกทุ่งที่ไม่ควรพลาด

คลิกเพื่ออ่านต่อ...

“สุขุม” เตือน วิกฤตน้ำมันไม่ใช่เรื่องใหม่ ซัดรัฐอย่าตื่นตระหนก
Society2026 Mar 21 :: 04:06

“สุขุม” เตือน วิกฤตน้ำมันไม่ใช่เรื่องใหม่ ซัดรัฐอย่าตื่นตระหนก

“สุขุม” เตือน วิกฤตน้ำมันไม่ใช่เรื่องใหม่ ซัดรัฐอย่าตื่นตระหนก ต้องโชว์ฝีมือบริหารให้ประเทศรอด แม้อำนาจไม่เต็มมือก็ต้องลุย นี่คือบททดสอบศักยภาพประเทศรศ.สุขุม นวลสกุล อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง แสดงความคิดเห็นต่อสถานการณ์น้ำมันตึงตัวว่า รัฐบาลควรมองปัญหาครั้งนี้เป็นโอกาสในการแสดงศักยภาพการบริหาร ทั้งการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและการวางรากฐานความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว โดยบทเรียนในอดีตชี้ชัดว่า ประเทศไทยเคยเผชิญสถานการณ์ลักษณะนี้มาแล้วหลายครั้ง และสามารถพาประเทศผ่านพ้นมาได้ จึงควรศึกษาว่าดำเนินการกันอย่างไร เพื่อนำมาปรับใช้กับปัจจุบันปัญหาน้ำมันไม่ใช่เรื่องใหม่ เคยมีถึงขั้นไม่ให้เติมน้ำมันในบางเวลา แต่ท้ายที่สุดก็คลี่คลายได้จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน“เรื่องแบบนี้เราเคยเจอมาแล้ว ไม่ใช่ครั้งแรก สิ่งสำคัญคือการตั้งสติ และบริหารจัดการให้ดี” รศ.สุขุม กล่าวพร้อมกันนี้ เห็นว่ารัฐต้องเร่งสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน เพื่อลดความตื่นตระหนก โดยเฉพาะพฤติกรรมกักตุนที่ซ้ำเติมปัญหาให้รุนแรงขึ้นโดยไม่จำเป็นสำหรับข้อจำกัดของรัฐบาลรักษาการ รศ.สุขุม มองว่าเป็นปัจจัยที่ทำให้การตัดสินใจไม่เต็มที่ ผู้ที่อยู่ในตำแหน่งอาจไม่ได้ดำรงตำแหน่งต่อ จึงเกิดความลังเลในการตัดสินใจ เนื่องจากต้องรับผลในภายหลัง แต่ไม่ใช่เหตุให้รัฐบาลชะงักงัน แม้อำนาจอาจไม่เต็มมือ แต่รัฐบาลหยุดไม่ได้ สิ่งใดทำได้ต้องเร่งดำเนินการ โดยเชื่อว่าเมื่อมีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็ม การบริหารจะมีความต่อเนื่องและคล่องตัวมากขึ้นขณะเดียวกัน ประชาชนต้องปรับพฤติกรรมให้สอดรับกับสถานการณ์ ใช้พลังงานอย่างมีเหตุผล วางแผนการเดินทาง เพื่อลดแรงกดดันต่อระบบโดยรวมรศ.สุขุมย้ำว่า หากทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างมีสติ วิกฤตครั้งนี้ไม่เพียงผ่านไปได้ แต่ยังจะเป็นบททดสอบสำคัญของประเทศในการรับมือความผันผวนระดับโลก พร้อมสะท้อนศักยภาพการบริหารของรัฐบาลภายใต้ข้อจำกัดที่มีอยู่ในปัจจุบัน“รัฐบาลต้องมองปัญหาหนักๆ เป็นโอกาส หากผ่านไปได้และทำได้ดี จะนำไปสู่เสถียรภาพในระยะยาว จึงต้องมองในมุมนี้และทำงานอย่างเต็มที่ อีกทั้งเชื่อว่าปัจจุบันประชาชนยังให้เวลารัฐบาลทำงาน เพราะเข้าใจปัจจัยของปัญหาที่มีขนาดระดับโลก รวมถึงข้อจำกัดของรัฐบาลที่อยู่ในภาวะรักษาการ และต้องเผชิญกับวิกฤตโลก ซึ่งรัฐบาลไม่อาจหลีกเลี่ยงบทบาทในการแก้ไขปัญหาได้ เมื่ออยู่ในตำแหน่งก็ย่อมเป็นที่พึ่งของประชาชนโดยธรรมชาติ”

คลิกเพื่ออ่านต่อ...

“พริษฐ์” แถลงชงร่างกฎหมาย-ญัตติชุดแรก แก้ปัญหา ปชช. - หวัง ปธ.สภาฯ เร่งบรรจุญัตติแก้ปัญหาพลังงาน
Politics2026 Mar 20 :: 10:34

“พริษฐ์” แถลงชงร่างกฎหมาย-ญัตติชุดแรก แก้ปัญหา ปชช. - หวัง ปธ.สภาฯ เร่งบรรจุญัตติแก้ปัญหาพลังงาน

“พริษฐ์” แถลงชงร่างกฎหมาย-ญัตติชุดแรก แก้ปัญหา ปชช. - หวัง ปธ.สภาฯ เร่งบรรจุญัตติแก้ปัญหาพลังงานให้ สส.อภิปราย 25 มี.ค.นี้พริษฐ์ วัชรสินธุ เปิดเผยแนวทางประสานงานฝ่ายค้าน โดยมีการพูดคุยไม่เป็นทางการกับ พรรคประชาธิปัตย์ และ พรรคกล้าธรรม เพื่อร่วมผลักดันญัตติแก้ปัญหาพลังงาน เตรียมนัดหารือร่วมฝ่ายค้านในวันที่ 25 มีนาคม เพื่อกำหนดทิศทางการทำงานร่วมกัน ด้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มุ่งเดินหน้าแก้มาตรา 256 เพื่อเปิดทางจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ยังรอความเห็นจากคณะรัฐมนตรีต่อร่างแก้ไขที่ค้างอยู่ใน รัฐสภาไทย ย้ำจุดยืนให้กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญมีประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด และไม่ถูกผูกขาดโดยกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งพริษฐ์ วัชรสินธุ พร้อม สส. พรรคประชาชน ยื่นญัตติ 9 ชุด และร่างกฎหมาย 9 ชุดต่อสภา เพื่อเริ่มบทบาทฝ่ายค้าน ญัตติด่วนเน้นวิกฤตพลังงาน ตะวันออกกลาง ราคาพืชผลเกษตร เยียวยาภัยพิบัติ และตรวจสอบโครงการก่อสร้างรัฐ ญัตติทั่วไปครอบคลุมปฏิรูประบบราชการ กระจายอำนาจ Net Zero ทักษะคนไทย และปฏิรูปภาษี ร่างกฎหมายมุ่งเศรษฐกิจเป็นธรรม ปราบทุจริต พลังงานเสรี สิ่งแวดล้อม การศึกษา สิทธิเสรีภาพ และปฏิรูปการเมือง นายพริษฐ์ ย้ำให้สภาบรรจุญัตติเร่งด่วน และขอให้รัฐบาลร่วมชี้แจงในการประชุม พร้อมผลักดันให้สภามีเวลาพิจารณากฎหมายของประชาชนมากขึ้น‘คำพอง’ อดีตสส.สัมโพสต์ถึงใคร? ‘บักยอดชั่ว’ ยันซื้องูเห่าเกิดขึ้นจริงนายคำพอง เทพาคำ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ( ปชน.) โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัว ว่า “เป็น สส.สองสมัย ข้าฯถูกติดต่อเสนอซื้องูเห่า กี่ครั้ง ? ครั้งแรก 3 ล้าน ครั้งที่สอง 30 ล้าน เงินรายเดือนๆ ละ2แสนพร้อมตำแหน่งขุนพลอีสาน (มาติดต่อถึงบ้านที่อุบลฯ) ครั้งที่สาม 20 ล้าน ครั้งที่สี่ 40 ล้าน ครั้งที่ห้า 30 ล้าน(ให้ไปรับเงินที่ราบ 11 มีรถตู้มารับไป) นี่ก่อนโหวตประธานสภา และโหวต พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ ครั้งที่หก 80 ล้านพร้อมรถหรูป้ายแดง 1 คัน ( หลังยุบพรรคอนาคตใหม่ ) ครั้งที่เจ็ด 15 กิโล ( หลังยุบพรรคก้าวไกล ) ทุกครั้งติดต่อผ่านคนรู้จักเช่นเพื่อน ที่ทำงานเก่า มีต่อตรงคือครั้งที่สอง หกและเจ็ด มันเกิดขึ้นจริง แบบบักยอดชั่ว”

คลิกเพื่ออ่านต่อ...

“อภิสิทธิ์” อภิปรายกลางสภา ครั้งแรกในรอย 12 ปี ย้ำการเมืองสุจริต ค้าน “อนุทิน” ขึ้นนั่งนายกฯ เหตุมีคดีถูกกล่าวหา พันปม “ฮั้ว สว.”
Politics2026 Mar 19 :: 07:40

“อภิสิทธิ์” อภิปรายกลางสภา ครั้งแรกในรอย 12 ปี ย้ำการเมืองสุจริต ค้าน “อนุทิน” ขึ้นนั่งนายกฯ เหตุมีคดีถูกกล่าวหา พันปม “ฮั้ว สว.”

“อภิสิทธิ์” อภิปรายกลางสภา ครั้งแรกในรอย 12 ปี ย้ำการเมืองสุจริต ค้าน “อนุทิน” ขึ้นนั่งนายกฯ เหตุมีคดีถูกกล่าวหา พันปม “ฮั้ว สว.” พ่วง ไม่โหวตหนุน“ณัฐพงษ์” ถูก ป.ป.ช. ชี้มูล คดีแก้ไข ม.112นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวอภิปรายในที่ประชุมสภาฯ ถึงเหตุผลที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่สามารถให้ความเห็นชอบกับการเสนอชื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ว่า ตามหลักการประมวลจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ข้อ 16 ที่ระบุให้สมาชิกต้องพิจารณาและให้ความเห็นชอบบุคคลดำรงตำแหน่งโดยคำนึงถึงความรู้ ความสามารถ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลนั้นๆ ประกอบกับรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้นายกรัฐมนตรีต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และไม่มีพฤติกรรมฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ซึ่งสำคัญกว่าคุณสมบัติทางกฎหมาย ที่จริงกรณีของนายกฯ อนุทิน ตนก็เสียดายว่าช่วงหาเสียงเลือกตั้งที่ผ่านมา ไม่ได้มีโอกาสได้ฟังวิสัยทัศน์จากท่านเลย ได้ฟังนายณัฐพงษ์มากพอสมควร และก็วันนั้นค่อนข้างจะเคลิ้มประเด็นหลักที่ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ไม่สามารถสนับสนุนนายอนุทินได้ เพราะมีคดีที่เกี่ยวข้องกับการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา(ฮั้ว สว.) ซึ่งมีผลร้ายแรงถึงขั้นทำลายการปกครองในระบอบประชาธิปไตย หาก สว.ขาดความเป็นกลางทางการเมืองและตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของพรรคการเมือง จะส่งผลให้องค์กรอิสระขาดความเป็นกลางและไม่สามารถตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหารได้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ปัจจุบันตกอยู่ในสถานะของผู้ถูกกล่าวหาในการดำเนินการของสองหน่วยงานหลักคือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ในส่วนของ กกต.ที่ตั้งคณะอนุกรรมการสืบสวนชุดที่ 26 และได้มีความเห็นว่า นายอนุทินและผู้ถูกกล่าวหาอื่นๆ ได้ดำเนินการฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยการได้มาซึ่งวุฒิสภา แต่สิ่งที่สร้างความคลางแคลงใจคือการที่ กกต. ได้ตั้งอนุกรรมการชุดที่ 36 ขึ้นมาใหม่เพื่อพิจารณาเรื่องนี้โดยเฉพาะ การตั้งอนุกรรมการชุดที่ 36 ได้ถูกฟ้องร้องต่อศาลอาญาทุจริตแล้ว และแม้จะมีข่าวว่า อนุกรรมการชุดที่ 36 อาจจะยกเรื่องนี้ แต่อำนาจสุดท้ายยังคงอยู่ที่ กกต. ส่วนคดีของ ดีเอสไอ อัยการได้ส่งสำนวนคืนกลับมายัง ดีเอสไอ เมื่อต้นปี เพราะเห็นว่า เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับผู้คนประมาณ 1,200 คน วงเงิน 300 ล้านบาท ในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับอั้งยี่และการฟอกเงิน อัยการเห็นว่า ต้องมีการสอบสวนให้ครอบคลุมถึงผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่สามารถแบ่งแยกดำเนินคดีเฉพาะบุคคลหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งได้ การที่บุคคลซึ่งมีคดีค้างเช่นนี้มาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จะเป็นการบั่นทอนความศรัทธาของพี่น้องประชาชน กระทบความเชื่อมั่นต่อการบริหารราชการแผ่นดิน และทำให้ประชาชนตั้งคำถามถึงความสามารถในการหาบุคคลที่เหมาะสมกว่า”ทั้งนี้ ด้วยหลักเกณฑ์ และมาตรฐานเดียวกันนี้ พรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่สามารถสนับสนุนนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้เช่นกัน เมื่อนายณัฐพงษ์ได้ตกเป็นผู้ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลเรื่องแก้ไขมาตรา 112 ซึ่งเรื่องได้ถูกส่งเข้าสู่ศาลฎีกา และอาจทำให้ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ดังนั้นพรรคประชาธิปัตย์ยืนยันถึงมติพรรคถึงการงดออกเสียงในกรณีนี้ ไม่ใช่เรื่องของการรอร่วมรัฐบาล แต่พรรคประชาธิปัตย์มีความตั้งใจที่จะทำงานในฐานะฝ่ายค้าน และเป็นที่น่าเสียดายที่สองพรรคการเมืองที่เสนอชื่อบุคคลดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในวันนี้ มีแคนดิเดตนายกฯ ที่ไม่มีปัญหาเหล่านี้ในตัวนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว แคนดิเดตนายกฯ ของพรรคภูมิใจไทยและนายวีรยุทธ มะลิทอง แคนดิเดตนายกฯ ของพรรคประชาชน ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์จำเป็นต้องงดออกเสียงในครั้งนี้” นายอภิสิทธิ์กล่าว

คลิกเพื่ออ่านต่อ...

POPULAR CONTENT
No content available.
OPINION
นายกฯ สั่งด่วนลดต้นทุนสินค้าเกษตร ตั้งคณะทำงาน 3 ฝ่าย รมต.-สส.-หน่วยราชการ หามาตรการเพิ่มรายได้เกษตรกร
Agri-News2025 Oct 27 :: 21:00

นายกฯ สั่งด่วนลดต้นทุนสินค้าเกษตร ตั้งคณะทำงาน 3 ฝ่าย รมต.-สส.-หน่วยราชการ หามาตรการเพิ่มรายได้เกษตรกร

นายกฯ สั่งด่วนลดต้นทุนสินค้าเกษตร ตั้งคณะทำงาน 3 ฝ่าย รมต.-สส.-หน่วยราชการ หามาตรการเพิ่มรายได้เกษตรกรนายนพพล เหลืองทองนารา สส.พิษณุโลก พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เชิญสส.พรรคเพื่อไทยเข้าหารือ เมื่อวันที่ 27 ก.พ. ถึงปัญหาความเดือดร้อนประชาชนในพื้นที่ สส.ได้สะท้อนปัญหาร้องเรียนจากเกษตรให้นายกฯฟังโดยตรง น.ส.แพทองธารสั่งการตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างรัฐมนตรี สส.ในพื้นที่ และหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องหามาตรการช่วยเหลือเกษตรกรทุกมิติ ให้มีรายได้เพิ่มขึ้นจากภาคการเกษตรในทุกผลิตภัณฑ์ รวมทั้งแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตร ทั้งข้าว มันสำปะหลัง ทุเรียน ที่ปัจจุบันเกษตรกรแบกรับต้นทุนสูงขึ้น ทั้งปุ๋ย น้ำมัน ยาปราบศัตรูพืช ส่งผลให้รายได้เกษตรกรลดลง คณะทำงานจะหามาตรการลดต้นทุนการเพาะปลูกให้เกษตรกรทั้งประเทศ รัฐบาลทราบดีว่าเกษตรกรประสบปัญหาต้นทุนสูง เป็นปัญหาเร่งด่วนที่จะเร่งแก้จริงจัง เพราะนโยบายพรรคเพื่อไทยคือยกระดับรายได้เกษตรกรไทยทั้งประเทศ

คลิกเพื่ออ่านต่อ...

โจทย์ใหญ่ “อุ๊งอิ๊งค์” ต้องเร่งจัดขบวนทัพ
Politics2025 Oct 27 :: 17:30

โจทย์ใหญ่ “อุ๊งอิ๊งค์” ต้องเร่งจัดขบวนทัพ

ความวัวไม่ทันหาย ความควายเข้ามาแทรก ....วันก่อน “วรชัย เหมะ” แกนนำคนเสื้อแดงตัวจี๊ด อาสาหาราคีรีตัวเอง เป็นหน่วยกล้าตาย ของพรรคเพื่อไทย ตัดสินใจออกตัววิพากษ์วิจารณ์ “นายกฯนิด” เศรษฐา ทวีสิน ทั้งที่รู้ดีอยู่ว่า จะมีเอฟเฟกต์ ต่างๆนาๆ เข้ามากระทบตัวเองขนาดออกตัววิจารณ์อย่างมิตร ยังเจอ “หมอมิ้ง” พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ด่ากราดผ่านรายการทีวี “ห่างข้อมูล ไม่เข้าใจการทำงาน อยุดอวดรู้” ซ้ำอีกดอก “ภูมิธรรม เวชยชัย” แม่บ้านมือหนึ่ง พรรคเพื่อไทย ออกมาเตือนสติ “เป็นผมคงหยุดแล้ว” มิวาย วันนี้ “วัน อยู่บำรุง” ประกาศลาออก ตำแหน่งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงสาธารณสุข น้อยใจ หัวหน้าพรรค “อุ๊งอิ๊งค์” เรียกคุย หลังไม่พอใจ ที่ร่วมเชียร์ “บิ๊กแจ๊ส” คำรณวิทธิ์ ธูปกระจ่าง คู่แข่งพรรคเพื่อไทย สนามเลือกตั้งนายกอบจ. ปทุมธานี“ลูกวัน” ตัดพ้อ อุตสาห์ออกตัว ทุ่มเทแรงกาย แรงใจ ช่วยงานพรรค สุดความสามารถ ต่อสู้เคียงบ่า เคียงไหล ทำหน้าที่สมาชิกที่ดีมาตลอด แต่เมื่อหัวหน้าพรรค ไม่พอใจ ก็ยอมถอย “ลูกวัน” เจอแบบนี้ “ป๋าเหลิม” เฉลิม อยู่บำรุง ไม่มีทางยอม ประกาศกร้าว ให้พรรคขับตัวเองออก จะได้เป็นสส.พรรคอื่นแถมบอกข้อมูล ไม่ใช่แค่ “หัวหน้าอิ๊งค์” เท่านั้นที่เคือง “นายกฯนิด” ก็ไม่พอใจอย่างรุนแรง ถึงขั้นสั่ง “ต้องหยุดทำงานทันที” เป็นเหตุให้ “ลูกวัน” ทำหนังสือลาออก“บ้านริมคลอง” ไม่ขลังเหมือนวันเก่า ยามอัสดงมาเยือน “พ่อเหลิม” โรยลา “ลูกวัน” รับช่วงต่อ บารมีไม่ถึง!!เหตุระหองระแหง ช่วงตั้งรัฐบาลใหม่ๆ “ทักษิณ ชินวัตร” ส่ง “ลูกอิ๊งค์” เคลียร์ใจ มาวันนี้ วางตัวไม่รู้สี่รู้แปด นั่งเชียร์ฝ่ายตรงข้ามพรรค ดูท่าจะกลับมาเหมือนเดิมคงยากใดๆ สองเหตุนี้ ทำให้เห็น พรรคเพื่อไทย อาจไม่นิ่ง อย่างที่ “นายใหญ่” มั่นหมาย ส่งไม้ต่อ ให้ลูกสาวการบ้านใหญ่ “หัวหน้าอิ๊งค์” ต้องเร่งจัดขบวน เรียกศรัทธา คนรุ่นพ่อ คนรุ่นแม่ คนรุ่นอา และหนุ่มหล่อ สาวสวย ให้เดินในทิศทางเดียวกันไม่เช่นนั้น หลังคอ พรรคก้าวไกล จะทิ้งห่าง เรื่อย ๆ ปล่อยคาราคาซัง จนเลือกตั้งรอบหน้า อาจไม่เห็นฝุ่น รวบหัว รวบห่าง เอาทุกพรรคมารวมกัน อาจคว้าเก้าอี้นายก มานั่งเล่นง่ายๆ แบบนี้ไม่ได้อีกรอบแน่!!

คลิกเพื่ออ่านต่อ...

“โฆษกไทยสร้างไทย” ซัดแรง “ข้อตกลงแลกภาษีทรัมป์“ ชี้รัฐปิดบังข้อมูล ส่อทำลายธุรกิจคนไทยด้วย”MOU สหรัฐฯ ”
TheRoomChinese2025 Oct 27 :: 17:00

“โฆษกไทยสร้างไทย” ซัดแรง “ข้อตกลงแลกภาษีทรัมป์“ ชี้รัฐปิดบังข้อมูล ส่อทำลายธุรกิจคนไทยด้วย”MOU สหรัฐฯ ”

“โฆษกไทยสร้างไทย” ซัดแรง “ข้อตกลงแลกภาษีทรัมป์“ ชี้รัฐปิดบังข้อมูล ส่อทำลายธุรกิจคนไทยด้วย”MOU สหรัฐฯ ” เชื่อข้อตกลงอัปยศ ส่งผลกระทบหนักเกษตรกรและ SME ไทยเมื่อวันที่ 28 ต.ค. 2568 นายปริเยศ อังกูรกิตติ โฆษกพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.)กล่าวถึงกรณีรัฐบาลสหรัฐอเมริกาเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับข้อตกลงแลกภาษีทรัมป์ ระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ว่า ข้อตกลงดังกล่าวเป็นเรื่องน่าละอายใจต่อผู้ที่ไปดำเนินการเจรจาอย่างยิ่ง เพราะมีผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนฐานราก เกษตรกร และผู้ประกอบการ SME ซึ่งไม่มีโอกาสได้เตรียมตัวรับมือ เนื่องจากรัฐบาลปิดบังข้อมูลมาโดยตลอด ทั้งนี้ ตนขอตั้งคำถามถึงรัฐบาลทุกชุดที่เกี่ยวข้องกับการเจรจา โดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรฯ ว่า ทราบเงื่อนไขของข้อตกลงนี้มาก่อนหรือไม่ และเหตุใดจึงเลือกปิดบังข้อมูลสำคัญไว้ จนกระทั่งฝ่ายสหรัฐเป็นผู้เปิดเผยเอง การไม่เปิดเผยข้อมูลดังกล่าวทำให้การจัดทำงบประมาณปี 2569 ไม่สามารถเตรียมการรองรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเกษตรกรและผู้ประกอบการ SME ได้เลย อีกทั้งยังสะท้อนว่ารัฐบาลไม่มีมาตรการในการปกป้องผลประโยชน์ของผู้ประกอบการไทย แม้แต่ในประเด็นการเก็บภาษีจากแพลตฟอร์มดิจิทัล ซึ่งคนไทยมีอัตราการใช้งานสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก ก็ยังแทบไม่สามารถเก็บภาษีได้ รวมถึงสิ่งของฟุ่มเฟือยที่อาจกระทบกลุ่มหัตถกรรม และซอร์ฟพาวเว่อร์โดยตรง”ข้อตกลงนี้เป็นการนำเอาธุรกิจหลักของคนไทยเกือบทั้งหมดไปแข่งกับอเมริกา ทั้งที่ไทยด้อยกว่าในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี เงินทุน หรือสิทธิทางภาษี และผลกระทบยังลามไปถึงภาคเกษตรและปศุสัตว์ ผมขอประณามการกระทำของทีมเจรจาที่กล้าออกมาอ้างว่าข้อตกลงนี้เป็นผลงาน และขอตำหนิรัฐมนตรีในกระทรวงที่เกี่ยวข้องของรัฐบาลทั้งในอดีตและปัจจุบัน ที่จงใจปิดบังข้อมูลสำคัญจากประชาชน โดยเห็นแก่ผลทางการเมือง มากกว่าผลประโยชน์ของประเทศและประชาชนส่วนใหญ่” โฆษกพรรค ทสท.กล่าว

คลิกเพื่ออ่านต่อ...