เนื้อหาข่าว

สงครามสะเทือนเศรษฐกิจโลก! ศรีลังกาคิวน้ำมันยาว เวียดนามจ่อหั่นเที่ยวบิน พันธมิตรสหรัฐยังไม่ส่งเรือคุมฮอร์มุซ
สงครามสะเทือนเศรษฐกิจโลก! ศรีลังกาคิวน้ำมันยาว เวียดนามจ่อหั่นเที่ยวบิน พันธมิตรสหรัฐยังไม่ส่งเรือคุมฮอร์มุซ
วันที่ 17 มี.ค. 2569 รายงานระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 15 มี.ค. เป็นต้นมา ศรีลังกาได้เริ่มจำกัดปริมาณน้ำมันที่สามารถเติมได้ต่อคัน โดยรถยนต์และรถสามล้อสามารถเติมน้ำมันได้ไม่เกิน 15 ลิตร รถโดยสารประจำทางไม่เกิน 60 ลิตร และรถบรรทุกไม่เกิน 200 ลิตร ตามมาตรการโควตาประจำสัปดาห์ของรัฐบาล
พร้อมกันนี้ รัฐบาลยังได้นำระบบคิวอาร์โค้ดกลับมาใช้ในการควบคุมการจำหน่ายเชื้อเพลิง โดยสถานีบริการน้ำมันจะไม่ขายน้ำมันให้กับยานพาหนะที่ไม่มีรหัสคิวอาร์โค้ด ซึ่งระบบดังกล่าวเคยถูกนำมาใช้ครั้งแรกในปี 2022 ช่วงที่ประเทศเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจ เพื่อป้องกันการซื้อน้ำมันเกินปริมาณที่กฎหมายกำหนด
บรรยากาศที่สถานีบริการน้ำมันในกรุงโคลัมโบ เมื่อวันที่ 15 มี.ค. พบว่ามีผู้ขับขี่จำนวนมากนำรถมาต่อคิวเติมน้ำมันยาวเหยียด หลายคนเห็นด้วยกับการที่รัฐบาลนำระบบคิวอาร์โค้ดกลับมาใช้ เพื่อป้องกันการกักตุนน้ำมัน แต่ก็ยอมรับว่ามาตรการดังกล่าวทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนที่กำลังเผชิญค่าครองชีพสูงอยู่แล้ว ยิ่งลำบากมากขึ้น
ประชาชนจำนวนไม่น้อยต้องใช้เวลารอต่อคิวเติมน้ำมันตลอดทั้งวัน เพื่อให้ได้ตามโควตาที่กำหนด ซึ่งหลายคนมองว่าปริมาณน้ำมันที่อนุญาตให้เติมนั้นยังไม่เพียงพอต่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน
คนขับรถสามล้อรายหนึ่งกล่าวว่า “แม้คนอื่นจะเป็นฝ่ายก่อสงครามโลก แต่คนที่ต้องรับเคราะห์กลับเป็นพวกเรา การดำรงชีวิตตอนนี้ยากมาก ผมมาต่อคิวตั้งแต่เช้า ระบบคิวอาร์โค้ดถือว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่ปริมาณน้ำมันที่จัดสรรให้รถสามล้อยังไม่เพียงพอ หากเพิ่มเป็น 25 ลิตรต่อสัปดาห์ หรือเฉลี่ยวันละ 5 ลิตร เป็นเวลา 5 วัน ก็น่าจะช่วยได้มากกว่านี้”
ก่อนหน้านี้ เมื่อต้นเดือนมีนาคม ประธานาธิบดีศรีลังกา อนุระ กุมาระ ทิสานายกะ ได้แจ้งต่อที่ประชุมรัฐสภาว่า ปัจจุบันประเทศยังมีปริมาณเชื้อเพลิงสำรองเพียงพอสำหรับการใช้งานต่อเนื่องอีกประมาณ 33 วัน ภายใต้ระดับการบริโภคในปัจจุบัน
ขณะที่กระทรวงพลังงานของศรีลังกาออกแถลงการณ์เมื่อเช้าวันที่ 15 มี.ค. ระบุว่า รัฐบาลกำลังดำเนินมาตรการบริหารจัดการเชื้อเพลิงสำรองอย่างรอบคอบ เพื่อให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศ รวมถึงการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชนสามารถดำเนินต่อไปได้
“ออสเตรเลีย-ญี่ปุ่น” ปฏิเสธส่งเรือรบคุมช่องแคบฮอร์มุซ หลัง "ทรัมป์" กดดันพันธมิตร
วันที่ 16 มี.ค. 2569 ภายหลังจากที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ เรียกร้องให้พันธมิตรของสหรัฐฯ ร่วมกันดูแลความปลอดภัยในช่องแคบฮอร์มุซ ด้วยการส่งเรือรบเข้ามาควบคุมสถานการณ์ ล่าสุดมีรายงานว่า ออสเตรเลียและญี่ปุ่นประกาศยังไม่ส่งเรือรบเข้าร่วมภารกิจดังกล่าว
แคทเธอรีน คิง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมของออสเตรเลีย กล่าวเมื่อวันที่ 16 มี.ค. ว่า ออสเตรเลียจะไม่ส่งเรือไปยังช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมระบุว่ารัฐบาลออสเตรเลียไม่ได้รับการร้องขอให้ส่งเรือไปยังพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งถูกอิหร่านปิดกั้นมาตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้นเมื่อกว่า 2 สัปดาห์ก่อน
คิงกล่าวว่า ออสเตรเลียได้ชี้แจงอย่างชัดเจนแล้วว่าจะให้ความช่วยเหลือในรูปแบบใดบ้างตามคำร้องขอ โดยขณะนี้เป็นการให้ความช่วยเหลือแก่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ด้วยการจัดหาเครื่องบินเพื่อสนับสนุนภารกิจด้านการป้องกัน โดยเฉพาะเนื่องจากมีชาวออสเตรเลียจำนวนมากอาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว แต่ยืนยันว่าจะไม่ส่งเรือไปยังช่องแคบฮอร์มุซ
“เราทราบดีว่าช่องแคบฮอร์มุซมีความสำคัญอย่างมาก แต่จนถึงขณะนี้เราไม่ได้รับคำร้องขอ และไม่ใช่สิ่งที่เราจะให้ความช่วยเหลือ” คิงกล่าว
ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ได้เพิ่มแรงกดดันต่อพันธมิตรของสหรัฐฯ ให้ร่วมส่งเรือไปดูแลความปลอดภัยในช่องแคบฮอร์มุซ แม้จะไม่ได้ร้องขอความช่วยเหลือจาก
ออสเตรเลียโดยตรงก็ตาม โดยเขากล่าวเมื่อวันที่ 15 มี.ค. ว่า “เป็นเรื่องเหมาะสมที่ประเทศซึ่งได้รับประโยชน์จากช่องแคบนี้ จะต้องช่วยกันดูแลไม่ให้เกิดเหตุการณ์เลวร้ายขึ้น หากไม่มีการตอบสนอง หรือมีการตอบสนองในเชิงลบ ผมคิดว่านั่นจะส่งผลเสียอย่างมากต่ออนาคตของนาโต”
ขณะเดียวกัน ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่ทรัมป์เอ่ยชื่อให้เข้าร่วมภารกิจดังกล่าว ก็แสดงท่าทีในทำนองเดียวกัน โดยเมื่อวันที่ 16 มี.ค. ระบุว่า “ในขณะนี้” ยังไม่มีแผนส่งเรือรบไปช่วยเปิดเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ
โคอิซูมิ ชินจิโร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของญี่ปุ่น กล่าวต่อรัฐสภาว่า ในสถานการณ์อิหร่านที่ยังตึงเครียด ญี่ปุ่นยังไม่ได้พิจารณาเริ่มปฏิบัติการรักษาความปลอดภัยทางทะเลในขณะนี้
ด้านนายกรัฐมนตรี ทาคาอิจิ ซานาเอะ กล่าวต่อรัฐสภาว่า ญี่ปุ่นยังไม่มีแผนส่งเรือรบไปคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยระบุว่า รัฐบาลยังไม่ได้ตัดสินใจเกี่ยวกับการส่งเรือคุ้มกัน และกำลังพิจารณาอย่างต่อเนื่องว่าญี่ปุ่นสามารถดำเนินการอะไรได้บ้าง ทั้งในฐานะการตัดสินใจของประเทศเอง และภายใต้กรอบกฎหมายที่มีอยู่
ทาคาอิจิกล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลญี่ปุ่นกำลังพิจารณามาตรการตอบโต้ที่จำเป็น โดยให้ความสำคัญกับการคุ้มครองเรือที่เกี่ยวข้องกับญี่ปุ่น รวมถึงความปลอดภัยของลูกเรือเป็นหลัก
วิกฤตเชื้อเพลิงลาม! เวียดนามจ่อลดเที่ยวบิน เม.ย.นี้ หลังจีน-ไทย หยุดส่งออกน้ำมันเครื่องบิน
วันที่ 16 มี.ค. 2569 ทางการเวียดนามเตือนสายการบินให้เตรียมรับมือความเป็นไปได้ที่จะต้องลดจำนวนเที่ยวบินตั้งแต่เดือน เม.ย. เป็นต้นไป หลังจีนและไทยระงับการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบิน จากความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์สงครามอิหร่าน
เวียดนามต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบินมากกว่า 2 ใน 3 ของความต้องการทั้งหมด โดยประมาณ 60% มาจากจีนและไทย
สำนักงานการบินพลเรือนเวียดนามระบุในเอกสารลงวันที่ 9 มี.ค. ที่ส่งถึงกระทรวงคมนาคมว่า มีความเสี่ยงที่สายการบินของเวียดนามจะเผชิญภาวะขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบินตั้งแต่ต้นเดือน เม.ย. และอาจต่อเนื่องไปในเดือนถัด ๆ ไป
หน่วยงานดังกล่าวจึงแนะนำให้สายการบินทบทวนแผนการบิน โดยเฉพาะเส้นทางภายในประเทศ พร้อมทั้งสั่งการให้ผู้ประกอบการสนามบินเตรียมพื้นที่จอดเครื่องบินเพิ่มเติมสำหรับสายการบินของเวียดนาม
เอกสารยังระบุด้วยว่า ปริมาณการส่งมอบน้ำมันเชื้อเพลิงจากสิงคโปร์มายังเวียดนามลดลงเช่นกัน ขณะที่ผู้นำเข้าหลักอย่าง Petrolimex และ Skypec ระบุว่าสามารถรับประกันการจัดส่งน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบินได้เพียงถึงเดือน มี.ค. เท่านั้น
Skypec ยังเสนอให้หน่วยงานกำกับดูแลพิจารณาจำกัดเที่ยวบินให้เหลือเฉพาะเส้นทางภายในประเทศที่จำเป็น หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังยืดเยื้อ
สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจีนเรียกร้องให้โรงกลั่นภายในประเทศระงับการส่งออกน้ำมันเพิ่มเติม ขณะที่ประเทศไทยประกาศห้ามส่งออกผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูป รวมถึงน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบิน ตั้งแต่วันที่ 6 มี.ค. ไปยังทุกประเทศ ยกเว้นเมียนมาและลาว
รัฐบาลเวียดนามได้หารือเรื่องนี้กับทั้งจีน ซึ่งเป็นผู้จัดหารายใหญ่ และประเทศไทย โดยเมื่อวันที่ 15 มี.ค. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเวียดนามได้ขอให้ หวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน ประสานงานอย่างใกล้ชิดเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน
ด้านโฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนกล่าวเมื่อวันที่ 16 มี.ค. ว่า จีนพร้อมเพิ่มความร่วมมือกับเวียดนามและประเทศอื่น ๆ เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาความมั่นคงด้านพลังงาน
ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 13 มี.ค. นายกรัฐมนตรีเวียดนาม ฝั่ม มิญ จิ๊ญ ได้หารือกับเอกอัครราชทูตไทยประจำเวียดนาม โดยขอให้ไทยช่วยแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง
หน่วยงานการบินของเวียดนามยังเสนอให้รัฐบาลพิจารณานำเข้าน้ำมันจากแหล่งอื่น เช่น เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น บรูไน และอินเดีย แต่ยอมรับว่าในสถานการณ์ปัจจุบัน การหาผู้จัดหารายใหม่ทำได้ยาก
ขณะเดียวกัน โรงกลั่นน้ำมัน 2 แห่งของเวียดนามกำลังเผชิญแรงกดดันในการเพิ่มการผลิตผลิตภัณฑ์น้ำมันประเภทอื่น ทำให้ยากต่อการเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบิน
แม้อุปทานจะยังทรงตัว แต่ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบินที่พุ่งสูงขึ้นกำลังสร้างแรงกดดันต่ออุตสาหกรรมการบิน โดยมีการเตือนว่าบางเส้นทางบินอาจไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจอีกต่อไป
ทั้งนี้ Petrolimex และ Skypec ยังระบุว่า ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบินที่เพิ่มสูงขึ้นทำให้วงเงินสินเชื่อของบริษัทใกล้ถึงขีดจำกัดแล้ว และเรียกร้องให้ธนาคารจัดเงื่อนไขสินเชื่อที่ยืดหยุ่นมากขึ้น จนกว่าสถานการณ์ตลาดจะกลับสู่ภาวะปกติ