Logo
variety iconlive icon

เนื้อหาข่าว

กระชากหน้ากากวาทกรรมลวงตา “ชดเชยทุกลิตร รัฐสร้างระบบสองราคา” บีบโรงกลั่นกั๊กของถูก ผลักจ็อบเบอร์ซื้อแพง

กระชากหน้ากากวาทกรรมลวงตา “ชดเชยทุกลิตร รัฐสร้างระบบสองราคา” บีบโรงกลั่นกั๊กของถูก ผลักจ็อบเบอร์ซื้อแพง

รับชมล่าสุด 84 ครั้ง
Society2026 Mar 20 :: 12:09

กระชากหน้ากากวาทกรรมลวงตา “ชดเชยทุกลิตร รัฐสร้างระบบสองราคา” บีบโรงกลั่นกั๊กของถูก ผลักจ็อบเบอร์ซื้อแพง

 

ท่ามกลางวิกฤติน้ำมันขาดแคลนหน้าปั๊ม ระดับผู้กุมนโยบายพลังงานลงพื้นที่ตอกย้ำ "น้ำมันทุกลิตรที่ออกจากโรงกลั่นเพื่อจำหน่ายในประเทศ ได้รับเงินชดเชยจากกองทุนน้ำมัน" พร้อมชี้นิ้วไปที่ "จ็อบเบอร์" (Jobber) เป็นต้นเหตุการปั่นราคา แต่ในความเป็นจริง นี่คือความล้มเหลวเชิงนโยบายที่รัฐบาลพูดไม่หมด เป็นต้นเหตุที่ทำให้โรงกลั่นต้อง "เลือกปฏิบัติ" เพื่อเอาตัวรอด

 

ทั้ง 1. ทำไมการขายราคาตลาด (MOPS) ถึง "หอมหวาน" กว่าสำหรับโรงกลั่น? สาเหตุที่เงินชดเชยเดินไปไม่ถึงจ็อบเบอร์ มีนัยสำคัญทางธุรกิจที่รัฐบาลมองข้ามหรือแกล้งไม่เห็น

 

กระแสเงินสด (Cash Flow): การขายให้จ็อบเบอร์ในราคาตลาดโลก (MOPS) โรงกลั่นได้รับ "เงินสดทันที" ไม่ต้องรอ "แปะโป้ง" จากกองทุนน้ำมันที่ติดลบเป็นแสนล้าน ซึ่งต้องรอคิวเบิกจ่ายนานหลายเดือน

 

กำไรเนื้อๆ (Pure Margin): ราคา MOPS คือราคาที่บวกกำไรตามกลไกตลาดโลกอยู่แล้ว ไม่ต้องถูกบังคับกดค่าการตลาดหรือทำส่วนลดอุดหนุนเหมือนราคาหน้าปั๊มที่รัฐสั่งควบคุม

 

ตัดความเสี่ยงทางกฎหมาย (Compliance): หากรับเงินชดเชยแทนจ็อบเบอร์ แล้วจ็อบเบอร์นำไปขายผิดประเภท โรงกลั่นต้องรับผิดชอบฐานสำแดงเท็จ การขายราคาตลาดจึง "ปลอดภัยและไร้ความเสี่ยง" กว่าในมุมธุรกิจ

 

2. เหตุผลที่โรงกลั่น "จำกัด" การส่งน้ำมันไปสถานีบริการ ในขณะที่ผู้กุมนโยบายพลังงานสั่งเพิ่มรถขนส่ง แต่ความจริงที่เจ็บปวดคือ โรงกลั่นนั่นแหละที่พยายามจำกัดปริมาณน้ำมันไปหน้าปั๊ม เพราะ:

 

• ยิ่งส่งไปปั๊ม ยิ่งเป็นหนี้: น้ำมันทุกลิตรที่ส่งเข้าสถานีบริการในราคาอุดหนุน (เช่น 33 บาท) หมายถึงโรงกลั่นต้องแบกภาระเงินค้างรับจากกองทุนน้ำมันเพิ่มขึ้น ยิ่งส่งมาก สภาพคล่องยิ่งหายมาก

 

• ความเหลื่อมล้ำของกำไร: โรงกลั่นย่อมอยากขายน้ำมันแบบ "ไม่ชดเชย" ให้จ็อบเบอร์มากกว่า เพราะได้เงินสดทันทีและไม่ต้องแบกหนี้สาธารณะแทนรัฐบาล

 

• ผลลัพธ์: เมื่อโรงกลั่นกั๊กน้ำมันราคาถูกไว้แค่พอรักษาหน้าให้รัฐบาล แต่จ็อบเบอร์ถูกผลักไปซื้อของแพงราคาตลาดโลก จ็อบเบอร์จึงต้อง "หนีคลังมาแย่งหัวจ่ายหน้าปั๊ม" จนเกิดวิกฤตขนส่งไม่ทัน (Logistics Bottleneck)

 

3. ความย้อนแย้งที่ตอกหน้าผู้กุมนโยบายพลังงาน

 

• วาทกรรมชดเชยทุกลิตรคือเรื่องโกหก: เพราะถ้าชดเชยทุกลิตรจริง ราคาหน้าคลังต้องเท่ากับหน้าปั๊ม แต่ในเมื่อราคาห่างกันลิบลับ แสดงว่า "เงินชดเชยเดินไปไม่ถึงจ็อบเบอร์" อย่างที่รัฐอ้าง

 

• รัฐบาลคุมโรงกลั่นไม่ได้: รัฐใช้ภาษีประชาชนอุดหนุนโรงกลั่น แต่โรงกลั่นกลับเลือกเอาตัวรอดโดยการขายราคาแพงให้คนนอก และกั๊กของถูกไว้แค่บางส่วน

 

• บีบให้เกิด Retail Arbitrage โดยเจตนา: รัฐบาลสร้างกติกาที่บีบให้ภาคธุรกิจต้องทิ้งรถบรรทุกหน้าคลัง แล้วหันมาเบียดเสียดกับรถเก๋งประชาชนที่ปั๊มน้ำมันเอง    

 

4. ทางออกที่แท้จริงตาม "นโยบายปฏิรูปเชิงโครงสร้าง" สิ่งที่ผู้กุมนโยบายทำ คือการแก้ปัญหาปลายเหตุ แต่ทางออกที่ยั่งยืนต้องแก้ที่ต้นตอ:

 

• ดีเซลราคาเดียว (Single Diesel Price): กำหนดราคาหน้าโรงกลั่นให้เป็นราคาเดียวทั้งระบบ หยุดพฤติกรรมหนีคลังมาแย่งปั๊ม ดึงอุปสงค์กลับสู่ระบบขนส่งปกติทันที

 

• อุดหนุนตรงเป้าหมาย (Targeted Subsidy): เลิกอุดหนุนแบบเหมารวม (Subsidy Leakage) แล้วใช้ Digital ID อุดหนุนเฉพาะประชาชนที่เดือดร้อนจริง

 

• ควบคุมกำไรส่วนเกินและต้นทุนสมมติ: พักการเก็บค่าขนส่ง/ประกันภัยทิพย์ (Import Parity) และคุมค่าการกลั่น (GRM) ให้อยู่ในกรอบที่เหมาะสม (Cap & Floor) จะลดราคาน้ำมันลงได้ทันที 5 บาท/ลิตร โดยไม่ต้องกู้เงินมาอุดหนุนเพิ่ม

นายศิริโชค โศภา อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สรุปปิดท้ายว่า รัฐบาลกำลังใช้ "วาทกรรมชดเชยทุกลิตร" เพื่อซื้อเวลาและปิดบังความล้มเหลว ตราบใดที่โรงกลั่นยังมองว่าการอุดหนุนคือภาระหนี้และการขายราคาตลาดคือทางรอด วิกฤตน้ำมันขาดแคลนจะไม่มีวันจบสิ้นด้วยการสั่งเพิ่มรถขนส่งเพียงไม่กี่ร้อยคัน
 

The Room 44 - กระชากหน้ากากวาทกรรมลวงตา “ชดเชยทุกลิตร รัฐสร้างระบบสองราคา” บีบโรงกลั่นกั๊กของถูก ผลักจ็อบเบอร์ซื้อแพง