เนื้อหาข่าว

“อรรถวิชช์” แฉกลางสภา “ไอ้โม่ง” อมน้ำมัน คือโรงกลั่น ทำชาวบ้านเดือนร้อน สอนมวย “นายกฯ” ใช้ พ.ร.ก. ป้องกันขาดแคลนน้ำมัน ทุบโรงกลั่นตั้งราคาตายตัว
“อรรถวิชช์” แฉกลางสภา “ไอ้โม่ง” อมน้ำมัน คือโรงกลั่น โยกขายกลุ่มค้าส่ง ฟันกำไรส่วนต่าง ทำชาวบ้านเดือนร้อนทั่วไทย สอนมวย “นายกฯ”ใช้ พ.ร.ก. ป้องกันขาดแคลนน้ำมัน ปี16 ทุบโรงกลั่นตั้งราคาตายตัว น้ำ กองทุนน้ำมันไม่ได้มีไว้เพื่อชดเชยกำไรให้โรงกลั่นน้ำมัน
วันที่ 25 มี.ค. 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 1 สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 1 วาระพิจารณาญัตติด่วนการแก้ไขวิกฤตพลังงาน นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส. แบบบัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ(รทสช.) กล่าวอภิปรายตอนหนึ่งว่า วิกฤตขาดแคลนน้ำมันของจริงยังไม่มาถึง แต่จะตามมาจริงในอีก 1 เดือนข้างหน้า หลังช่วงสงกรานต์ เปรียบเหมือนการดูดหลอดกาแฟ ช่วงลมยังมาไม่ถึง ปริมาณตอนนี้ที่รัฐบาลตรวจสอบจะพบว่า น้ำมันในประเทศยังมี แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ หน้าปั๊มน้ำมันไม่มีของาย วิกฤตยังไม่มา ต้องบริหารดีๆ และไม่ต้องไปตามหาไอ้โม่งที่ไหน เพราะ ไอ้โม่งคือโรงกลั่นน้ำมัน ประชาชนจะมีเก็บภาชนะได้หรือ น้ำมันอย่างเก่งก็แค่มีถัง 200 ลิตร ถัง 30 ลิตร จะเก็บได้มากไหน ต้องไปถามว่า โรงกลั่นน้ำมันทั้ง 6 โรง และเครือข่ายของเขาว่า น้ำมันหายไปไหนมากกว่า
ช่วงที่นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ เมื่อครั้งเป็นรมว.พลังงาน เมื่อปี 2568 พบว่า น้ำมันปกติของประเทศไทย กลั่นวันละ 1 ล้านบาร์เรล ใน 1 บาร์เรลเท่ากับ 159 ลิตร กล่าวคือในปี 2568 ที่ผ่านมา ไทยผลิตน้ำมันอย่างน้อย 159 ล้านลิตรต่อวัน ถือว่าเพียงพอ และมากเกินความต้องการใช้ แต่เหตุใดหน้าปั๊มน้ำมันจึงไม่มีน้ำมันพอขาย เพราะสงครามเกิดเมื่อวันที่ 28 ก.พ.2569 ราคาน้ำมันสำเร็จรูปกระชากขึ้นเมื่อต้นเดือนมีนาคม และเกิดอาการ 2 ราคาคือ ราคาค้าปลีกไม่ถึง 30 บาท/ลิตร ที่หน้าปั๊ม แต่ราคาค้าส่งกลับสูงไปถึง 50 บาท/ลิตร โรงกลั่นย่อมต้องขายให้กลุ่มค้าส่งเพราะขายได้ราคาแพงกว่า กำไรมากกว่า เป็นเหตุให้กลุ่มค้าปลีกหน้าปั้มน้ำมัน เกิดขาดแคลนน้ำมันที่หน้าปั๊ม โดยเฉพาะปั๊มที่เป็นระบบแฟรนไชส์จะถูกตัดโควตาก่อน เพราะโรงกลั่นและคลังน้ำมันนำน้ำมันส่วนนี้ไปขายให้กลุ่มค้าส่ง
เมื่อรัฐบาลประกาศอุ้มตรึงราคา โดยใช้กองทุนน้ำมันฯชดเชยส่วนต่างให้ และเปลี่ยนราคาเรื่อยๆ โรงกลั่นจึงเก็บน้ำมันเพื่อรอนำออกไปขายในตอนที่มีราคาสูงกว่า แล้วจะแก้ไขอย่างไร ตอนนี้มองว่า นายกรัฐมนตรี มาถูกทางแล้ว คือใช้กฎหมาย พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันสภาวะการขาดแคลนน้ำมัน พ.ศ. 2516 เพื่อห้ามส่งออก แต่ยังไม่ได้ใช้กฎหมายนี้ในการสั่งตรึงราคาโดยไม่ชดเชย ซึ่งรัฐบาลควรใช้กฎหมายทุบโรงกลั่นน้ำมัน โดยการประกาศให้ขายเป็นราคาเดียว หรือใช้คณะกรรมการกลางของกระทรวงพาณิชย์ให้กำหนดราคาแทน ท่านไปบอกโรงกลั่น ว่าโรงกลั่นไม่ใช่ร้านทอง ทองซื้อมาเมื่อวาน 5 หมื่นบาท วันรุ่งขึ้นจะไปขาย 8 หมื่นบาท ท่านจะไปบังคับให้เขาขาย 5 หมื่นไม่ได้ เพราะรัฐไม่เคยมีกลไกอุ้มความเจ๊งของร้านทอง แต่ในกรณีโรงกลั่นน้ำมัน ก็คุณซื้อมา 5 หมื่น วันนี้ขึ้นไป 8 หมื่น รัฐจะบังคับให้คุณขาย 5 หมื่น คุณก็ต้องขาย เพราะเรามีกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอุ้มการขาดทุนของโรงกลั่นอยู่ นายอรรถวิชช์ กล่าว
นายอรรถวิชช์ กล่าวย้ำว่า ขอแนะว่ารัฐบาลต้องคิดใหม่ในการใช้ พ.ร.ก. ปี 2516 โดยต้องกำหนดราคาขายน้ำมันในราคาตายตัว เพราะเขาใช้ต้นทุนเก่าเมื่อเดือนที่แล้ว ที่มีเพียงราคาสมมติที่เพิ่มสูงขึ้น หากนายกรัฐมนตรีสั่งให้เป็นราคาเดียวได้ ไม่เกิดกลไก 2 ราคา และหากโรงกลั่นจะขอชดเชยการขาดทุน ให้ทำเรื่องขอมาที่คณะกรรมการกองทุนน้ำมันฯ ไม่ใช่การชดเชยอัตโนมัติอย่างที่ทำกันทุกวันนี้ เพราะโรงกลั่นย่อมต้องรู้ต้นทุนและกำไรขาดทุนดีอยู่แล้ว “ผมขอขีดเส้นใต้ 500 ครั้ง กองทุนน้ำมันไม่ได้มีไว้ชดเชยกำไรของโรงกลั่น และนี่คือสิ่งที่รัฐบาลต้องทำ ผมคิดว่าท่านจะทำสำเร็จและขอให้กำลังใจ” นายอรรถวิชช์ กล่าว
“อรรถวิชช์” เดินหน้างานสภาฯ ยื่น 2 กฎหมาย รทสช. ดัน “เสรีโซลาร์ - ปฏิรูปเครดิตบูโร” ลดต้นทุนพลังงาน
ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ เข้ายื่นเสนอร่างกฎหมายสำคัญของพรรครวมไทยสร้างชาติ จำนวน 2 ฉบับ ต่อสภาฯ หลังรวบรวม สส. สนับสนุนครบ 20 คน ร่างแรกคือ “กฎหมายเสรีโซลาร์” ปลดล็อกการติดตั้งโซลาร์เซลล์ ลดขั้นตอนอนุญาตหลายหน่วยงานรวมถึง สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน และการไฟฟ้า ปรับเป็นระบบแจ้งครั้งเดียว พร้อมมาตรฐานรับรองโดยวิศวกร เพื่อส่งเสริมพลังงานสะอาดและลดต้นทุนประชาชน ร่างที่สองคือกฎหมายเครดิตบูโร ปรับระบบลบประวัติลูกหนี้หลังปิดหนี้ เปลี่ยนเป็นระบบ Credit Scoring และเพิ่มความโปร่งใส เป้าหมายรวมคือ ลดอุปสรรคด้านพลังงานและการเงิน เพิ่มโอกาสประชาชน และกระตุ้นเศรษฐกิจระยะยาว