เนื้อหาข่าว

“พาณิชย์” เผย 2 มาตรการช่วยเกษตรกร รับซื้อข้าวราคาสูงกว่าตลาด พร้อมประสาน ก.พลังงาน จัดสรรน้ำมันดีเซลในพื้นที่เก็บเกี่ยว
“พาณิชย์” เผย 2 มาตรการช่วยเกษตรกร รับซื้อข้าวราคาสูงกว่าตลาด พร้อมประสาน ก.พลังงาน จัดสรรน้ำมันดีเซลในพื้นที่เก็บเกี่ยว
นางสาวกนิษฐา กังสวนิช ผู้ตรวจราชการและรองโฆษกกระทรวงพาณิชย์ แถลงถึง มาตรการดูแลค่าครองชีพและราคาสินค้าว่า จากการลงพื้นที่ของพาณิชย์จังหวัดทั้ง 76 จังหวัด เพื่อตรวจสอบสถานการณ์ราคาสินค้าและบริการที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลางระหว่างวันที่ 5 - 25 มี.ค. จากการตรวจสอบเกือบ 3,000 แห่ง แบ่งเป็นสถานีบริการน้ำมัน 1,786 แห่ง ร้านจำหน่ายปุ๋ย 606 แห่ง ตลาดและห้างค้าปลีกค้าส่ง 585 แห่ง จากการลงพื้นที่พบการกระทำความผิดตามมาตรา 28 ของพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ในสถานีบริการน้ำมัน โดยพบใน 11 จังหวัดรวม 17 ราย ซึ่งไม่ติดป้ายราคาแสดงราคาสินค้า โดยเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหา และเปรียบเทียบปรับตามกฎหมายเรียบร้อยแล้ว
นางสาวกนิษฐา กล่าวว่า สำหรับเรื่องร้องเรียนด้านราคาและปริมาณสินค้าผ่านสายด่วนกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ 1569 ตั้งแต่ต้นเดือน มี.ค. ถึงวันที่ 25 มี.ค. มีเรื่องร้องเรียน 400 คำร้อง แบ่งเป็นเรื่องที่ได้รับการตรวจสอบแล้ว 152 คำร้องพบการกระทำความผิดคือ ไม่ติดป้ายแสดงราคา 15 ราย จำหน่ายสินค้าไม่ตรงกับราคาที่แสดง 3 ราย และติดป้ายแสดงราคาไม่ชัดเจน 1 ราย และไม่พบการกระทำความผิดตามที่ร้องเรียน 133 ราย ทั้งนี้ทางกระทรวงพาณิชย์อยู่ระหว่างการตรวจสอบอีก 233 คำร้อง และมีการร้องเรียนในเรื่องของการจำหน่ายราคาเกินสมควรจำนวน 33 คำร้อง ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้เรียกเอกสารต้นทุนมาวิเคราะห์ และหากพบว่ามีการจำหน่ายในราคาที่สูงเกินจริงก็จะมีการดำเนินตามกฎหมายให้ถึงที่สุด
นางสาวกนิษฐา กล่าวว่า นอกจากกำกับดูแลสินค้าอุปโภคบริโภค เพื่อกำกับดูแลตลาดให้ดำเนินไปอย่างเป็นธรรม กระทรวงพาณิชย์ยังให้ความสำคัญกำกับดูแลทุกภาคส่วน รวมถึงเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการผันผวนของต้นทุนการผลิตตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โดยเมื่อวันที่ 25 มี.ค. กรมการค้าภายในกระทรวงพาณิชย์ได้หารือร่วมกับสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย เพื่อเตรียมมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปรัง ทั้งในด้านของต้นทุนและเรื่องตลาด
นางสาวกนิษฐา กล่าวว่า โดยมีการเตรียมการดำเนินการดังนี้ 1. มาตรการโครงการดูดซับข้าวเปลือกนาปรัง ปีการผลิต 2569 โดยจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. ในพื้นที่แหล่งผลิตข้าวนาปรังทั่วประเทศ นำร่องใน 5 จังหวัด ที่เป็นแหล่งผลิตข้าวนาปรังสำคัญ ได้แก่นครสวรรค์ พิษณุโลก พระนครศรีอยุธยา กำแพงเพชร และ จ.สุโขทัย โดยมีเป้าหมายรองรับผลผลิตข้าวนาปรัง ที่จะออกสู่ตลาดจำนวน 1 ล้านตันข้าวเปลือก ซึ่งองค์การคลังสินค้าจะประสานให้โรงสี และสหกรณ์การเกษตรเปิดจุดรับซื้อในราคาที่สูงกว่าตลาดประมาณ 300 บาทต่อตัน
นางสาวกนิษฐา กล่าวว่า 2. ตลาดนัดข้าวเปลือกในแหล่งผลิตข้าวนาปรังเพิ่มเติม ซึ่งมีการจัดตลาดนัดอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปลายเดือนมี.ค.ถึงเดือน พ.ค. เพื่อเชื่อมโยงผู้ประกอบการนอกพื้นที่ให้เข้ารับซื้อถึงแหล่งผลิตของเกษตรกรโดยตรง ซึ่งเราหวังว่าจะลดภาระค่าขนส่ง การจำหน่ายและเพิ่มช่องทางการจำหน่ายให้กับพี่น้องชาวนา โดยราคารับซื้อในตลาดนัดข้าวเปลือก จะสูงกว่าตลาดทั่วไปประมาณ 200-400 บาทต่อตัน ซึ่งขณะนี้ได้ยืนยันแผนการจัดงานไปแล้ว รวม 8 ครั้งในหลายจังหวัด เช่น จ.สิงห์บุรี อ่างทอง พิจิตร พระนครศรีอยุธยา พิษณุโลก และ จ.น่าน พร้อมทั้งกำชับให้สำนักงานสาขาชั่งตวงวัด กรมการค้าภายใน ดูแลการซื้อขายในพื้นที่ให้เกิดความโปร่งใส ทั้งในเรื่องของน้ำหนัก การวัดความชื้น รวมทั้งจะมีการประสานกับกระทรวงพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเร่งด่วน เพื่อจัดสรรน้ำมันดีเซลในพื้นที่ที่เก็บเกี่ยวให้เพียงพอต่อเกษตรกรที่ต้องพึ่งพารถเกี่ยวข้าวด้วย
นางสาวกนิษฐา กล่าวว่า สำหรับเรื่องการลดต้นทุนการผลิต กระทรวงพาณิชย์ได้เตรียมมาตรการปุ๋ยธงเขียวพลัส ซึ่งจะมีการพิจารณาในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษวันนี้ เพื่อสนับสนุนส่วนลดของปุ๋ยเคมี และยังมีสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมสำหรับเกษตรกรที่ถือบัตรดินดี ที่ออกโดยกรมพัฒนาที่ดิน รวมถึงคูปองส่วนลดสำหรับการซื้อปุ๋ยอินทรีย์ ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้ เป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับฤดูกาลเพาะปลูกข้าวนาปีที่กำลังจะมาถึง สุดท้ายนี้ กระทรวงพาณิชย์ขอยืนยันว่า จะกำกับดูแลราคาสินค้าและบริการอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ราคาสอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง อยู่ในระดับที่เหมาะสม และที่สำคัญคือ มีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการของประชาชน หากพบการจำหน่ายสินค้าในราคาที่ไม่เป็นธรรม หรือมีพฤติกรรมที่บิดเบือนกลไกการตลาด สามารถแจ้งสายด่วนกรมการค้าภายในได้ที่ 1569 ตลอด 24 ชั่วโมง