เนื้อหาข่าว

ครม.เคาะ 7 มาตรการดูแลปชช. รับวิกฤตน้ำมันโลกพุ่ง ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เติมเงินบัตรคนจน 100 บาท
ครม.เคาะ 7 มาตรการดูแลปชช. รับวิกฤตน้ำมันโลกพุ่ง ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เติมเงินบัตรคนจน 100 บาท อุดหนุนขนส่ง-เกษตร-ประมง พร้อม Soft Loan 1 หมื่นล้าน SME น้ำมันขึ้นแล้ว 6 บาท/ลิตร ปลัดพลังงานหนักใจ ย้ำราคายังผันผวนสูง ขึ้นอยู่ตลาดโลกและกองทุนน้ำมันแบกรับได้แค่ไหน รณรงค์ใช้รถสาธารณะช่วงสงกรานต์-ขยายสินค้าควบคุมเป็น 66 รายการ ป้องกันกักตุนและเก็งกำไร
วันที่ 26 มี.ค. 2569 ได้มีแถลงข่าวมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ เรื่อง แนวทางด้านพลังงานเพื่อดูแลประชาชน สืบเนื่องจากสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นำโดย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์, นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม และนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ครม.มอบคลัง ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน
โดยนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า ที่ประชุมครม.ได้มีมติเห็นชอบ 7 มาตรการเร่งด่วน เพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนทุกภาคส่วน ดังนี้ 1. มอบหมายให้กระทรวงการคลังไปพิจารณาแนวทางและระยะเวลาที่เหมาะสมในการปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน อย่างไรก็ตาม เนื่องจากปัจจุบันเป็นรัฐบาลรักษาการ การดำเนินการนี้จะต้องดำเนินการขออนุญาตจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก่อน “เมื่อครม.มีมติแล้ว เรื่องนี้ ต้องไปถาม กกต.ก่อนว่าสามารถทำได้หรือไม่ ซึ่งหากมีมติดำเนินการได้ ก็จะส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับลดลงในทันที เช่น สรรพสามิตเก็บอยู่ 5-6 บาท หากลดเท่าไหร่น้ำมันก็ต้องลงเท่านั้นเลยตรงไปตรงมา”
อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวถามว่า เป็นไปได้ไหมที่ราคาน้ำมันยังขึ้นต่อเพราะราคาของไทยตอนนี้ยังต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน นายเอกนิติ ได้อธิบายว่า มีโอกาสที่ราคาน้ำมันจะปรับตัวสูงขึ้นได้ แม้จะมีการลดภาษีสรรพสามิตแล้วก็ตาม เนื่องจากปัจจัยหลายประการ โดยการลดภาษีสรรพสามิตจะทำให้ราคาน้ำมันหน้าสถานีบริการลดลงตามสัดส่วนที่ลดภาษีอย่างตรงไปตรงมา แต่ทิศทางราคาหลังจากนั้นจะขึ้นอยู่กับสถานการณ์พลังงานในตลาดโลกที่มีความผันผวนสูงมากซึ่งมีโอกาสทั้งปรับลดลงและปรับเพิ่มขึ้นตามกลไกตลาด เพิ่มเงินเยียวยากลุ่มเปราะบาง 100 บาท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวต่อว่า สำหรับมาตรการที่ 2. เพิ่มเงินเยียวยากลุ่มเปราะบาง อนุมัติการเพิ่มวงเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพื่อการอุปโภคบริโภค อีก 100 บาทต่อเดือน จากเดิม 300 บาท เพิ่มเป็น 400 บาทต่อคนต่อเดือน เบื้องต้นจะให้ความช่วยเหลือเป็นเวลา 1 เดือน โดยคาดว่าจะใช้งบประมาณ 1,300 ล้านบาท สำหรับผู้ถือบัตรกว่า 13.3 ล้านคน ซึ่งต้องขออนุญาตจาก กกต. เช่นกัน ส่วนจะขยายเพิ่มมากกว่านี้หรือไม่ขอให้รัฐบาลใหม่มาพิจารณา 3.อุดหนุนกลุ่มขนส่งแบบพุ่งเป้า ช่วยเหลือรถบรรทุก รถโดยสารสาธารณะ รถโดยสารขนาดเล็ก และรถมอเตอร์ไซค์รับจ้าง โดยจะอุดหนุนค่าเชื้อเพลิงตามการใช้งานจริง สำหรับรถบรรทุกและรถโดยสารขนาดใหญ่จะประเมินผ่านระบบ GPS ส่วนรถโดยสารขนาดเล็กและมอเตอร์ไซค์รับจ้าง จะต้องลงทะเบียนเข้าสู่ระบบของการขนส่งทางบกเพื่อรับสิทธิ์ ช่วยเกษตรกรและประมงกลุ่มคู่สัญญาภาครัฐ
4. ช่วยลดต้นทุนภาคเกษตรกร ผลักดันโครงการช่วยเหลือค่าปุ๋ยและบัตรดินดี เพื่อลดต้นทุนให้เกษตรกร พร้อมทั้งสนับสนุนให้เปลี่ยนมาใช้ปุ๋ยทางเลือกหรือปุ๋ยอินทรีย์เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้า 5. เยียวยากลุ่มประมง บรรเทาผลกระทบด้วยการสนับสนุนให้ใช้น้ำมัน B20 ซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่าน้ำมันปกติประมาณ 5-6 บาทต่อลิตร 6. ช่วยเหลือผู้รับเหมาคู่สัญญาภาครัฐ โดยพิจารณาขยายระยะเวลาส่งมอบงานก่อสร้างออกไป 3-15 วัน ตามความเหมาะสมเป็นกรณีไป เพื่อชดเชยช่วงที่เครื่องจักรหยุดชะงักจากปัญหาน้ำมัน และเร่งรัดการชดเชยค่า K ให้แก่ผู้ประกอบการ 7.สินเชื่อเสริมสภาพคล่องให้ธุรกิจเอสเอ็มอี ธนาคารออมสินเตรียมวงเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) จำนวน 10,000 ล้านบาท เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนหมุนเวียนให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อยและผู้ที่อยู่ในซัพพลายเชนที่ได้รับผลกระทบเที่ยวสงกรานต์ให้ใช้รถสาธารณะ
ขณะที่ นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงการเตรียมพร้อมช่วงเทศกาลสงกรานต์ว่า รัฐบาลรณรงค์ให้ประชาชนใช้ระบบขนส่งสาธารณะเพื่อลดการใช้รถส่วนบุคคล โดยได้ประสานขอความร่วมมือจากกระทรวงมหาดไทยให้กำหนดจุดเติมน้ำมันเฉพาะสำหรับรถโดยสารสาธารณะในทุกจังหวัด แยกออกจากประชาชนทั่วไป และให้กระทรวงพลังงานป้อนน้ำมันเข้าสู่สถานีเหล่านี้ เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีน้ำมันเพียงพอในการให้บริการประชาชนตลอดช่วงเทศกาลสงกรานต์
ครม.เห็นชอบเพิ่มสินค้าควบคุมเป็น 66 รายการ
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ที่ประชุมครม. นัดพิเศษ ได้เห็นชอบตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอมาตรการดูแลค่าครองชีพของประชาชนเพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยให้ขยายบัญชีสินค้าควบคุมเพิ่มขึ้นอีก 7 รายการ จากเดิม 59 รายการ รวมเป็น 66 รายการ ซึ่งสินค้าใหม่ที่ถูกเพิ่มเข้ามาเป็นกลุ่มที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทาน ได้แก่ เม็ดพลาสติก น้ำดื่มบรรจุขวด และซอสปรุงรส เช่น น้ำปลาและซีอิ๊ว นอกจากนี้ ยังได้ยกระดับความเข้มข้นในการกำกับดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นหลายรายการ อาทิ น้ำตาลทราย กระดาษชำระ แชมพู ผงซักฟอก และสบู่ โดยปรับเปลี่ยนมาตรการให้เข้มงวดขึ้นเป็นต้องขออนุญาตจากกรมการค้าภายในก่อนปรับขึ้นราคาจากเดิมที่กำหนดให้เพียงแจ้งการเปลี่ยนแปลงราคาล่วงหน้าเท่านั้น
พร้อมกันนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังได้ขับเคลื่อนมาตรการเสริมผ่านโครงการไทยช่วยไทย โดยร่วมมือกับผู้ประกอบการรายใหญ่กระจายสินค้าราคาพิเศษไปยังร้านค้าปลีกและค้าส่งใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ รวมถึงการจัดโครงการลดค่าครองชีพเฉพาะจุดเพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง สำหรับภาคการเกษตร ได้เตรียมมาตรการรับมือต้นทุนปุ๋ยที่ได้รับผลกระทบจากราคาปิโตรเคมี โดยยืนยันว่ามีสต็อกปุ๋ยเพียงพอถึงเดือนเมษายน พร้อมเร่งจัดหาวัตถุดิบเพิ่มเติม และบูรณาการร่วมกับ
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อปรับสูตรปุ๋ยและส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ทดแทนการนำเข้า ทั้งนี้ ได้สั่งการให้คณะกรรมการส่วนจังหวัด (กจร.) ลงพื้นที่ตรวจสอบสต็อกสินค้าอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันการขาดแคลนและการกักตุน หากพบการฉวยโอกาสขายสินค้าในราคาที่ไม่สมเหตุสมผลจะบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด โดยประชาชนสามารถร่วมแจ้งเบาะแสการกระทำผิดได้ที่สายด่วน 1569 สถานการณ์รุนแรงเกินขีดความสามารถ
นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน กล่าวว่า ปัจจุบันรัฐบาลไม่ได้กำหนดเพดานราคาน้ำมันสูงสุดไว้แล้ว โดยจะปล่อยให้ราคาเคลื่อนไหวตามกลไกตลาดมากขึ้น แต่จะยังคงใช้กลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาช่วยดูแลประกอบกันไป ตอนนี้กองทุนน้ำมันฯ ต้องแบกรับภาระเข้าไปอุดหนุนราคาดีเซล 19 บาทต่อลิตร ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่รุนแรงจนเกินขีดความสามารถของกองทุนฯ
นอกจากนี้ การที่ราคาน้ำมันดีเซลของไทยต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านมาก เช่น มาเลเซีย 45 บาท, ฟิลิปปินส์ 60 บาท, ลาวและเมียนมา 60-70 บาท ได้ทำให้เกิดปัญหาการลักลอบนำน้ำมันไปกักตุนและเก็งกำไร จนปริมาณการใช้น้ำมันในระบบพุ่งสูงผิดปกติกว่า 20% ดังนั้น ในการพิจารณาราคาน้ำมันหลังจากนี้ รัฐบาลจะต้องนำปัจจัยเรื่องสถานการณ์ตลาดโลก ความแตกต่างของราคากับประเทศเพื่อนบ้าน ปัญหาการลักลอบกักตุน และสถานะของกองทุนน้ำมันฯ มาประเมินร่วมกัน ซึ่งราคาน้ำมันจึงยังมีโอกาสปรับขึ้นได้หากสถานการณ์พลังงานโลกยังคงรุนแรง
ปลัดพลังงานแจงหนักใจขึ้นราคา 6 บาทต่อลิตร
นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ไม่คิดว่าสถานการณ์จะรุนแรงและยาวนานขนาดนี้ เมื่อคืนวันที่ 25 มี.ค. ที่ตัดสินใจขึ้นราคาน้ำมันลิตรละ 6 บาท ก็ตัดสินใจกันนาน มีความหนักใจ แต่ด้วยสถานการณ์ความรุนแรงที่เราคาดไม่ถึง ตอนแรกเราไม่ได้คิดว่ามันจะรุนแรงถึงขนาดนี้ ก็พยายามที่จะตรึงราคา และผ่อนมาถึง 33 บาท สุดท้ายต้องยอมรับว่าด้วยสถานการณ์ขณะนี้กองทุนน้ำมันเอาไม่อยู่ ประกอบกับการลักลอบ เก็งกำไร จากการกักตุนต่างๆ ซึ่งทำให้มีการใช้น้ำมันมากกว่าปกติ 20% ซึ่งก็มีทั้งการกักตุนไว้ใช้ และการลักลอบส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งวันนี้น้ำมันในหลายประเทศแพงกว่าประเทศไทย โดยเฉพาะมาเลเซียวันนี้ก็ขึ้นไปอีก 7 บาทต่อลิตร รัฐบาลก็พยายามดูแลมาตลอด ตอนนี้ราคาน้ำมันจะเป็นอย่างไรต้องบอกว่าขึ้นกับสถานการณ์ และถ้าลดภาษีลงก็สามารถลดราคาลงได้บางส่วน ซึ่งตรงนี้มีทั้งบวกและลบ
“วันนี้ถามว่าน้ำมันจะไปถึง 50 บาทต่อลิตรหรือไม่ บอกตรงๆ ว่าตอบไม่ได้ เพราะน้ำมันอาจจะลงมาไม่ได้ เพราะหากเขาหยุดรบกันน้ำมันอาจจะลงมาเลยก็ได้ ทั้งหมดขึ้นกับสถานการณ์”