เนื้อหาข่าว

ไขปัจจัย "ไข่ไทย" ถูกกว่าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป
ไขปัจจัย "ไข่ไทย" ถูกกว่าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป
สถานการณ์ราคาไข่ที่ปรับขึ้นฟองละ 20 สตางค์ กลายเป็นฉนวนที่ทำให้หลายคนชี้หน้าว่ายุครัฐบาลนี้เป็นยุคที่ไข่ไก่ราคาแพง ทั้งที่ราคาอาหารที่ให้คุณค่า “โปรตีน” อย่างไข่ไก่ ฟองละ 3.40 บาท ถูกว่าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ซองละ 6-7 บาทเข้าไปแล้ว ทั้งที่ในอดีตคนไทยให้คุณค่ากับอาหารโปรตีนที่จะมีราคาสูงกว่า
วางแผน “ตลาดนำการผลิต”
ภาพรวมการผลิตไข่ไก่ไทย เพื่อบริโภคในประเทศ 97% ส่วนอีก 3% เป็นการส่งออกไข่ส่วนเกินออกจากระบบ ซึ่งระบบของอุตสาหกรรมไข่ไก่จะแตกต่างจากสินค้าเกษตรชนิดอื่น เพราะเป็นการวางแผนบริหารจัดการโดย “คณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์" หรือ "Egg Board" ที่ใช้”การตลาด” นำการผลิต จึงทำให้รัฐไม่ต้องสูญเสียงบประมาณไปอุดหนุนเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่เหมือนสินค้าเกษตรชนิดอื่นๆ
อธิบายง่ายๆคือ เมื่อดูสถิติการบริโภค ปัจจุบันคนไทยบริโภคไข่ไก่เฉลี่ยประมาณ 235-237 ฟอง/คน/ปี ตั้งเป้าการผลิตรวมของประเทศไว้ที่ประมาณ 15,500 ล้านฟองต่อปี หรือเฉลี่ยวันละ 41-43 ล้านฟองสำหรับประชากร 60 กว่าล้านคน ซึ่งการวางแผนเป๊ะๆ แบบนี้คิดแล้วทำได้จริง เพราะ Egg Board ดูแลปริมาณพ่อแม่พันธุ์ (PS) ปู่ย่าพันธุ์ (GP) โดยการใช้ “ระบบโควตานำเข้า”
ซึ่งการคำนวณย้อนกลับ (Backward Calculation) นี้ กรมปศุสัตว์ ใช้การคำนวณจากจำนวนประชากรและความต้องการบริโภค เพื่อกำหนดจำนวนการนำเข้าปู่ย่าพันธุ์ (GP) และพ่อแม่พันธุ์ (PS) ให้เหมาะสม สรุปได้ว่าควรมี **PS ไม่เกิน 440,000 ตัว** เพื่อให้มีไก่ยืนกรงประมาณ 51-52 ล้านตัว และผลิตไข่ได้ตามความต้องการบริโภค เหลือเพียงน้อยนิดก็ส่งออก ไข่ไก่จึงมีเสถียรภาพราคาลดปัญหาการขาดทุนได้ในช่วงหลายปีทีผ่านมา
วิวัฒนาการบริหารจัดการปริมาณการเลี้ยง (ระบบโควตา)
สาเหตุการใช้ “วิธีการกำหนดโควตา”นี้ ต้องไล่เรียงย้อนไปในปี 2552 มีผู้ประกอบการเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ (PS) เพียง 10 ราย ต่อมาในปี 2553 มีการเปิดเสรีทำให้ผู้ประกอบการเพิ่มขึ้นเป็น 19-21 ราย ส่งผลให้ปริมาณไก่ไข่ล้นตลาดและราคาตกต่ำอย่างหนักในช่วงปี 2559-2560
สถานการณ์ราคาไข่ไก่ตกต่ำอย่างหนักเหลือฟองละ 2.70 บาท ส่งผลให้เกษตรกร โดยเฉพาะผู้เลี้ยงไก่ไข่รายย่อยประสบปัญหาหาขาดทุน นำมาสู่การปรับวิธีการบริหารจัดการอุตสาหกรรมไข่ไก่รูปแบบใหม่ คือ “การควบคุมภาคสมัครใจ” ปัจจุบันไม่ได้ใช้คำว่า "โควตา" แต่เรียกว่า "การร่วมมือกันควบคุมปริมาณการเลี้ยงแบบภาคสมัครใจ" โดยมีกรมปศุสัตว์เป็นเจ้าภาพในการบูรณาการทั้งอุตสาหกรรม
ปี 2569 ยึดกลไกเดิม
มติบอร์ดล่าสุดยัง อนุมัติโควตาการนำเข้า GP และ PS ในปี 2569 ให้เท่ากับปี 2568 คือ ไก่ปู่ย่าพันธ์ (GP) 3,800 ตัว และ PS 440,000 ตัว โดยมีการคาดการณ์ว่าราคาไข่ไก่ปี 2569 จะเฉลี่ยอยู่ที่ 3.4-3.5 บาท ซึ่งการปรับราคาครั้งนี้เป็น 3.40 บาท ก็ไม่ได้เหนือจากการคาดการณ์แต่อย่างไร
แต่สถานการณ์ราคาไข่ไก่ในปัจจุบันกลับกลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางจากทั้งผู้บริโภคและผู้ผลิต การบริหารจัดการราคาไข่ไก่ของไทยมีวิวัฒนาการมาอย่างต่อเนื่อง บางรายตั้งข้อสังเกตว่าทำไมต้องมี Egg Board แต่หารู้ไม่ว่า นี่คือส่วนสำคัญของกลไกตลาดที่สร้างความสมดุล Demand และ Supply เพราะอุตสาหกรรมไข่ไก่มีความเปราะบางสูง หากปล่อยให้มีการผลิตอย่างเสรี ปริมาณไข่จะล้นตลาดทันที
ข้อดี 4 ด้านของ Egg Board คือ
1. เสถียรภาพด้านราคา ช่วยให้ราคาไข่ไม่ผันผวนจนเกินไป ทำให้ "เกษตรกรอยู่ได้ และประชาชนไม่เดือดร้อน"
2. การคุ้มครองเกษตรกรรายย่อย ให้มีความสามารถในการแข่งขัน
3. สร้างความความยั่งยืนของอุตสาหกรรมไข่ไก่ เมื่อเกษตรกรมีกำไรเล็กน้อยพออยู่ได้ พวกเขาจะมีกำลังใจในการพัฒนาคุณภาพไข่ไก่ให้สูงขึ้นและรักษามาตรฐานฟาร์ม
4. ช่วยลดภาระงบประมาณรัฐ เพื่อไม่ให้ซ้ำรอยในอดีตที่ไม่มีการจัดการที่ดี ราคาไข่ตกต่ำ รัฐบาลต้องนำเงินงบประมาณจำนวนมากมาจ่ายเงินอุดหนุนเพื่อแทรกแซงราคา
กรมปศุสัตว์ ย้ำ ไม่ได้ปิดกั้นรายใหม่
น.สพ.สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า กลไกการทำงานของ Egg Board เป็นสิ่งที่คิดมาดีจนสะเด็ดน้ำแล้วจากบทเรียนในอดีต กลไกนี้ใช้การบริหารจัดการโดยเอาข้อมูลการตลาดมาเป็นตัวตั้งก่อนจึงวางแผนการผลิต จึงทำให้สินค้าไข่ไก่มีเสถียรภาพด้านราคา ไม่ได้ต้องของบประมาณมาช่วยอุดหนุนเหมือนสินค้าเกษตรตัวอื่นๆ ทั้งยังได้มีการยกระดับอุตสาหกรรมแปรรูปไข่ไก่เพื่อขยายตลาดส่งออก แทนการส่งออกไข่สดซึ่งมีอายุการเก็บรักษา (เชลฟ์ไลฟ์) สั้น จนทำให้สามารถส่งออกได้ในหลายประเทศ
ต่อคำถามว่ากลไกการกำหนดโควตานำเข้าเป็นการจำกัดไม่ให้ผู้เล่นรายใหม่ไม่สามารถเข้าสู่ตลาดได้ น.สพ.สมชวน อธิบายว่าระบบนี้ไม่เคยปิดกั้นผู้เล่นรายใหม่ แต่เราวางระบบเพื่อการคัดกรองผู้เล่นที่มีคุณภาพ โดยกำหนดให้ผู้เล่นรายใหม่ที่จะเข้ามา เป็นรายที่ 17 เป็นต้นไป จะต้องเสนอแผนธุรกิจ แผนการผลิต และแผนการตลาดที่ชัดเจน เพื่อไม่ให้สร้างผลกระทบต่อภาพรวมของอุตสาหกรรม
“หากคุณมีแผนที่อธิบายได้ชันเจนว่าจะไม่มากระทบเสถียรภาพราคาหรือสมดุลก็สามารถเข้ามาขอ Egg Board ได้ แต่หากเราไม่ดูแลประวัติศาสตร์ในปี พ.ศ. 2552 เคยมีการเปิดเสรีการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ ปริมาณไข่ไก่ก็ล้นตลาด ราคาตกต่ำจนเกษตรกรขาดทุนและตายเกือบหมด เราไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น"
สำหรับราคาไข่ไก่ขณะนี้ ในมุมมองของภาครัฐ ต้องมองที่ "ราคาเฉลี่ยทั้งปี" ไม่ใช่การมองราคาที่ผันผวนตามรายวันหรือรายสัปดาห์ บางช่วงราคาอาจขึ้นไปถึง 3.60 บาท แต่บางช่วงก็ตกลงมาเหลือ 2.60 บาท ดังนั้นต้องพิจารณาที่ค่าถัวเฉลี่ยต้นทุน ตอนนี้ราคาไข่ไก่ 3 บาทกว่านี่ถูกที่สุดแล้วไข่เทียบกับโปรตีนชนิดอื่น กินไข่ฟองสองฟองอยู่ได้แล้ว ไข่ยังถูกกว่าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอีก”
เกษตรกรยอมรับ กติกา Egg Board
ด้านนายมาโนช ชูทับทิม นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ เปิดเผยว่า ยอมรับกติกา Egg Board ซึ่งมีการใช้มา 5-6 ปี จนถึงปัจจุบัน ช่วยสร้างสมดุลตลาดไข่ไก่
"egg borad กติกาและเงื่อนไขที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ เนื่องจากช่วยให้ตลาดไก่ไข่มีความสมดุลระหว่างปริมาณการผลิตและการบริโภค โดยเงื่อนไขการดูแลการนำเข้าปู่ย่าพันธุ์ (GP) และพ่อแม่พันธุ์ (PS) ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ดำเนินการมาประมาณ 5-6 ปีแล้ว ซึ่งเห็นว่าภาพรวมของธุรกิจดีขึ้นกว่าช่วงที่ยังไม่มีเงื่อนไขนี้ “
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์พันธุ์สัตว์ปัจจุบันจะมีความต้องการพันธุ์สัตว์เพิ่มขึ้นและกังวลว่าจะหาได้ยากขึ้นจนดูเหมือนขาดแคลน แต่ในข้อเท็จจริงด้านระบบการผลิตและการตลาดไข่ไก่นั้น ด้านปริมาณไม่ได้ขาดแคลน เพียงแต่มีอยู่อย่างจำกัด ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่ผู้ที่ต้องการเข้าสู่ระบบพยายามจะสร้างเงื่อนไขต่าง ๆ เพื่อให้ได้มา
ดังนั้น ทางออกสำหรับผู้ได้รับผลกระทบกลุ่มผู้เลี้ยงรายใหม่หรือผู้ที่เลี้ยงอยู่แล้วแต่ไม่ได้รับความช่วยเหลือเรื่องพันธุ์สัตว์จากบริษัทคู่ค้าโดยตรง แนะนำว่าให้แจ้งเรื่องไปยังกรมปศุสัตว์ซึ่งทำหน้าที่เป็นเลขาธิการของ Egg Board เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือและสร้างความเป็นธรรมให้กับทุกฝ่าย
นายมาโนชย้ำว่าตนเองจะไม่ขอออกความเห็นไปมากกว่านี้ โดยถือว่ากติกาที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนั้นทุกฝ่ายสามารถยอมรับร่วมกันได้อยู่แล้ว เพื่อรักษาเสถียรภาพของอุตสาหกรรมไก่ไข่ต่อไป

