Logo
variety iconlive icon

เนื้อหาข่าว

ม็อบ No Kings ลามทั่วสหรัฐฯ ต่อต้าน "ทรัมป์" ค้านสงคราม–นโยบายรัฐ–ค่าครองชีพ

ม็อบ No Kings ลามทั่วสหรัฐฯ ต่อต้าน "ทรัมป์" ค้านสงคราม–นโยบายรัฐ–ค่าครองชีพ

รับชมล่าสุด 53 ครั้ง
Global News2026 Mar 29 :: 12:10

ม็อบ No Kings ลามทั่วสหรัฐฯ ต่อต้าน "ทรัมป์" ค้านสงคราม–นโยบายรัฐ–ค่าครองชีพ

 

วันที่ 29 มี.ค. 2569 มีรายงานการชุมนุมครั้งใหญ่ในสหรัฐฯ เมื่อประชาชนจำนวนหลายล้านคนออกมาร่วมประท้วงต่อต้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ภายใต้แคมเปญ “NO KING” ซึ่งจัดขึ้นพร้อมกันในกว่า 3,000 เมือง ครอบคลุมทั้ง 50 รัฐทั่วประเทศ

 

การเคลื่อนไหวครั้งนี้ถือเป็นการชุมนุมระลอกที่ 3 ของขบวนการ No Kings โดยมีเป้าหมายกดดันรัฐบาลในประเด็นสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ การคัดค้านสงครามกับอิหร่านที่ถูกมองว่าไม่ผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรส การต่อต้านมาตรการกวาดล้างผู้อพยพของหน่วยงาน ICE ปัญหาเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงข้อกังวลเรื่องการใช้อำนาจเกินขอบเขตที่กระทบต่อระบบประชาธิปไตยและเสรีภาพสื่อ

 

ในหลายเมืองใหญ่ ผู้ชุมนุมแสดงจุดยืนอย่างชัดเจน เช่น ที่ลอสแอนเจลิส มีการประกาศว่า “กองกำลังมีไว้ปกป้องประเทศ ไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง” ขณะที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และรัฐมินนิโซตา มีบุคคลสาธารณะและนักการเมืองเข้าร่วมจำนวนมาก พร้อมเสียงเรียกร้อง “No Kings ไม่เอาสงคราม ไม่เอาลัทธิสุดโต่ง”

 

รายงานยังระบุว่า การประท้วงไม่ได้จำกัดเฉพาะในสหรัฐฯ แต่ขยายไปยังหลายประเทศทั่วโลก ทั้งในยุโรป เอเชีย และอเมริกาเหนือ สะท้อนแรงกระเพื่อมของประเด็นดังกล่าวในระดับนานาชาติ

 

เมืองเซนต์พอล รัฐมินนิโซตา กลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางสำคัญของการชุมนุม เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีการบังคับใช้มาตรการตรวจคนเข้าเมืองอย่างเข้มงวด โดยมีการจัดกิจกรรมรำลึกและเรียกร้องให้ยุติปฏิบัติการดังกล่าว

 

ด้านนิวยอร์กและวอชิงตัน ดี.ซี. มีบุคคลในวงการบันเทิง นักวิชาการ และนักการเมืองเข้าร่วมแสดงจุดยืน พร้อมวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของรัฐบาลในหลายมิติ

ขณะที่ทำเนียบขาวออกมาตอบโต้ โดยระบุว่าการชุมนุมดังกล่าวเป็นเพียงการเคลื่อนไหวของกลุ่มที่มีอคติทางการเมือง และไม่ได้สะท้อนเสียงของประชาชนทั้งหมด

 

ทั้งนี้ บรรยากาศการประท้วงในหลายพื้นที่มีการใช้สัญลักษณ์เชิงเสียดสีและข้อความทางการเมือง เพื่อย้ำจุดยืนสนับสนุนประชาธิปไตย และคัดค้านการใช้อำนาจในลักษณะที่ถูกมองว่าเกินขอบเขตของผู้นำประเทศ