เนื้อหาข่าว

3 ประเด็นร้อนโลก ไทยบรรลุดีลฮอร์มุซ–ม็อบ No Kings เขย่าสหรัฐฯ–อิหร่านยังไม่หมดศักยภาพ
3 ประเด็นร้อนโลก ไทยบรรลุดีลฮอร์มุซ–ม็อบ No Kings เขย่าสหรัฐฯ–อิหร่านยังไม่หมดศักยภาพ
วันที่ 29 มี.ค. 2569 สื่ออิหร่านและสื่อต่างประเทศหลายสำนักรายงาน ไทยบรรลุข้อตกลงกับอิหร่าน อนุญาตให้เรือบรรทุกน้ำมันไทยแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัยสื่อของประเทศอิหร่าน อย่าง Iran News 24 ได้ออกมารายงานว่า "ไทยประกาศบรรลุข้อตกลงกับอิหร่านเกี่ยวกับการผ่านช่องแคบฮอร์มุซของเรือต่าง ๆ"โดยนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกุล ประกาศเมื่อวันที่ 28 มี.ค. ว่า ประเทศไทยได้บรรลุข้อตกลงกับอิหร่านเพื่อรับประกันการผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างปลอดภัยสำหรับเรือบรรทุกน้ำมันของไทยนายอนุทินกล่าวว่า ข้อตกลงนี้จะช่วย “บรรเทาความกังวลเกี่ยวกับการจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงให้กับประเทศไทย”พร้อมเสริมว่า ประเทศไทยคาดว่าจะหลีกเลี่ยงการหยุดชะงักเพิ่มเติมเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นเมื่อต้นเดือนมีนาคม “ด้วยข้อตกลงนี้ เรามั่นใจว่าจะไม่เผชิญกับการหยุดชะงักเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นเมื่อต้นเดือนมีนาคมอีกต่อไป”นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย กล่าวว่า ได้ชี้แจงให้อิหร่านทราบอย่างชัดเจนว่า ประเทศไทย “ไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้ง” และดังนั้นจึง “มีสิทธิในการผ่านทางทะเลอย่างปลอดภัยภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ” ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว ทางการไทยจะแจ้งให้อิหร่านทราบล่วงหน้าเกี่ยวกับเรือทุกลำที่แล่นผ่านช่องแคบ โดยเตหะรานจะตอบสนองต่อคำขอแต่ละครั้งด้านสำนักข่าว The Straits Times และ สำนักข่าว CNA - Channel News Asia ของประเทศสิงคโปร์ รายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ได้มีการบรรลุข้อตกลงที่จะอนุญาตให้เรือบรรทุกน้ำมันของไทยสามารถแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัยด้าน China Daily สื่อยักษ์ใหญ่ของจีน ได้ออกมารายงานข่าวนี้เช่นเดียวกัน โดยระบุพาดหัวว่า ประเทศไทยสามารถรักษาความปลอดภัยสำหรับเรือต่าง ๆ ในการผ่านช่องแคบฮอร์มุซพร้อมรายละเอียดว่า "ประเทศไทยประสบความสำเร็จในการประสานงานทางการทูตกับพันธมิตรในภูมิภาคเพื่อให้เรือบรรทุกน้ำมันสามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัย ซึ่งช่วยบรรเทาความกังวลเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่จะเกิดการหยุดชะงักของอุปทานพลังงานท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลางตามรายงานของแผนกประชาสัมพันธ์ของรัฐบาล"
ม็อบ No Kings ลามทั่วสหรัฐฯ ต่อต้าน "ทรัมป์" ค้านสงคราม–นโยบายรัฐ–ค่าครองชีพ
มีรายงานการชุมนุมครั้งใหญ่ในสหรัฐฯ เมื่อประชาชนจำนวนหลายล้านคนออกมาร่วมประท้วงต่อต้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ภายใต้แคมเปญ “NO KING” ซึ่งจัดขึ้นพร้อมกันในกว่า 3,000 เมือง ครอบคลุมทั้ง 50 รัฐทั่วประเทศการเคลื่อนไหวครั้งนี้ถือเป็นการชุมนุมระลอกที่ 3 ของขบวนการ No Kings โดยมีเป้าหมายกดดันรัฐบาลในประเด็นสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ การคัดค้านสงครามกับอิหร่านที่ถูกมองว่าไม่ผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรส การต่อต้านมาตรการกวาดล้างผู้อพยพของหน่วยงาน ICE ปัญหาเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงข้อกังวลเรื่องการใช้อำนาจเกินขอบเขตที่กระทบต่อระบบประชาธิปไตยและเสรีภาพสื่อในหลายเมืองใหญ่ ผู้ชุมนุมแสดงจุดยืนอย่างชัดเจน เช่น ที่ลอสแอนเจลิส มีการประกาศว่า “กองกำลังมีไว้ปกป้องประเทศ ไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง” ขณะที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และรัฐมินนิโซตา มีบุคคลสาธารณะและนักการเมืองเข้าร่วมจำนวนมาก พร้อมเสียงเรียกร้อง “No Kings ไม่เอาสงคราม ไม่เอาลัทธิสุดโต่ง”รายงานยังระบุว่า การประท้วงไม่ได้จำกัดเฉพาะในสหรัฐฯ แต่ขยายไปยังหลายประเทศทั่วโลก ทั้งในยุโรป เอเชีย และอเมริกาเหนือ สะท้อนแรงกระเพื่อมของประเด็นดังกล่าวในระดับนานาชาติเมืองเซนต์พอล รัฐมินนิโซตา กลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางสำคัญของการชุมนุม เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีการบังคับใช้มาตรการตรวจคนเข้าเมืองอย่างเข้มงวด โดยมีการจัดกิจกรรมรำลึกและเรียกร้องให้ยุติปฏิบัติการดังกล่าวด้านนิวยอร์กและวอชิงตัน ดี.ซี. มีบุคคลในวงการบันเทิง นักวิชาการ และนักการเมืองเข้าร่วมแสดงจุดยืน พร้อมวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของรัฐบาลในหลายมิติขณะที่ทำเนียบขาวออกมาตอบโต้ โดยระบุว่าการชุมนุมดังกล่าวเป็นเพียงการเคลื่อนไหวของกลุ่มที่มีอคติทางการเมือง และไม่ได้สะท้อนเสียงของประชาชนทั้งหมดทั้งนี้ บรรยากาศการประท้วงในหลายพื้นที่มีการใช้สัญลักษณ์เชิงเสียดสีและข้อความทางการเมือง เพื่อย้ำจุดยืนสนับสนุนประชาธิปไตย และคัดค้านการใช้อำนาจในลักษณะที่ถูกมองว่าเกินขอบเขตของผู้นำประเทศ
ศึกยังไม่จบ! ข่าวกรอง ชี้ อิหร่าน ยังรักษาศักยภาพอาวุธไว้ได้ ทำลายขีปนาวุธได้เพียง 1 ใน 3
แหล่งข่าว 5 รายที่ใกล้ชิดหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ เปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า ปฏิบัติการโจมตีคลังขีปนาวุธขนาดใหญ่ของอิหร่าน สามารถยืนยันการทำลายได้แน่ชัดเพียงราว 1 ใน 3 เท่านั้นขณะที่อีกประมาณ 1 ใน 3 ยังไม่สามารถระบุสถานะได้ชัดเจน อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าว 4 รายประเมินว่า การโจมตีอาจสร้างความเสียหาย ทำลาย หรือทำให้ขีปนาวุธเหล่านั้นถูกฝังอยู่ในอุโมงค์และบังเกอร์ใต้ดินข้อมูลด้านขีดความสามารถของโดรนอิหร่านมีลักษณะใกล้เคียงกัน โดยมีความเชื่อมั่นในระดับหนึ่งว่า ถูกทำลายไปแล้วราว 1 ใน 3 เช่นกันการประเมินที่ไม่เคยเปิดเผยมาก่อนนี้ สะท้อนว่า แม้อาวุธจำนวนมากของอิหร่านจะถูกทำลายหรือไม่สามารถเข้าถึงได้ แต่อิหร่านยังคงมีขีปนาวุธเหลืออยู่อีกไม่น้อย และอาจกู้คืนบางส่วนได้หลังสถานการณ์สู้รบยุติลงทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าวขัดแย้งกับคำกล่าวของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ระบุว่า อิหร่านเหลือ “จรวดเพียงไม่กี่ลูก” โดยทรัมป์ย้ำว่า แม้จะทำลายได้ถึง 99% แต่เพียง 1% ที่เหลือก็ยังเป็นความเสี่ยงสูงต่อเรือมูลค่ามหาศาลด้านเจ้าหน้าที่เพนตากอนระบุว่า การโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนของอิหร่านลดลงราว 90% นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น พร้อมเผยว่า สหรัฐฯ ได้สร้างความเสียหายหรือทำลายโครงสร้างด้านอาวุธของอิหร่านไปแล้วกว่า 66% รวมถึงโรงงานผลิตขีปนาวุธ โดรน และเรือรบฝ่ายบริหารสหรัฐฯ ระบุว่า เป้าหมายหลักคือการลดทอนศักยภาพทางทหารของอิหร่าน ทั้งการทำลายกองเรือ ขีดความสามารถด้านขีปนาวุธและโดรน รวมถึงป้องกันไม่ให้อิหร่านพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ณ วันที่ 25 มี.ค. สหรัฐฯ อ้างว่า ได้โจมตีเป้าหมายทางทหารของอิหร่านแล้วกว่า 10,000 แห่ง และสามารถทำลายเรือรบขนาดใหญ่ของกองทัพเรืออิหร่านได้ถึง 92%กองทัพสหรัฐฯ ยังเผยแพร่ภาพปฏิบัติการโจมตีโรงงานผลิตอาวุธ โดยย้ำว่าไม่ได้มุ่งเป้าเพียงคลังอาวุธ แต่รวมถึงอุตสาหกรรมการผลิตด้วย อย่างไรก็ตาม กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ ยังไม่ยืนยันตัวเลขความเสียหายของขีดความสามารถด้านขีปนาวุธและโดรนอย่างชัดเจนแหล่งข่าวระบุว่า ความยากในการประเมินส่วนหนึ่งมาจากการที่อิหร่านเก็บอาวุธจำนวนมากไว้ในบังเกอร์ใต้ดินตั้งแต่ก่อนสงครามด้านเจ้าหน้าที่ทหารอิสราเอลเผยว่า ก่อนสงคราม อิหร่านมีขีปนาวุธราว 2,500 ลูกที่สามารถโจมตีอิสราเอลได้ และขณะนี้ฐานยิงถูกทำลายไปแล้วกว่า 335 แห่ง คิดเป็นราว 70% ของศักยภาพทั้งหมดอย่างไรก็ตาม อิสราเอลยอมรับว่า การทำลายศักยภาพส่วนที่เหลืออีกประมาณ 30% จะยากยิ่งขึ้น และแม้จะถูกโจมตีอย่างหนัก อิหร่านยังคงแสดงให้เห็นว่ายังมีขีดความสามารถทางอาวุธหลงเหลืออยู่ไม่น้อย