เนื้อหาข่าว

รุกฆาตเสนอแก้รัฐธรรมนูญคืนอำนาจประชาชน “ถอดถอนองค์กรอิสระ” สกัด “รัฐบาล-ป.ป.ช.”
รุกฆาตเสนอแก้รัฐธรรมนูญคืนอำนาจประชาชน “ถอดถอนองค์กรอิสระ” สกัด “รัฐบาล-ป.ป.ช.” ฮั้ว พรรคประชาชนยืนแก้กติกาตัดอำนาจประธานสภาฯปัดตกคำร้องสแกน ป.ป.ช.
วันที่ 1 เม.ย. 69 สำนักข่าวThe Room 44 เกาะติดการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราและการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ภายหลังประชามติด้วยเสียงท่วมท้นให้ทำกติกาใหม่ของประเทศ และล่าสุด“ครม.นายอนุทินพลัส” กำลังมีอำนาจเต็มภายหลังแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาวันที่ 7- 9 เม.ย. ไปดูมุมมองของพรรคประชาชนที่พยายามเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ 60 มาหลายครั้ง ครั้งนี้มาลุ้นกันว่าจะสำเร็จหรือไม่ ไปฟังมุมคิดของนายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน และว่าที่ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน(วิปฝ่ายค้าน) โดยขับมุมคิดถึงการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ นำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญฉบับ ภายหลังประชามติทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ผ่านว่า ขอแยกเป็น 2 ขา คือ 1.ทุกพรรคการเมือง ทุกฝ่าย ทั้งสส.และสว.ต้องดำเนินการตามมติของประชาชนที่แสดงออกเสียงประชามติ ถือเป็นมติด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น กว่า 20 ล้านเสียงและต้องทำความเข้าใจ โดยคำนึงถึง 10 ล้านเสียงที่ลงคะแนนไม่เห็นชอบกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
นายพริษฐ์กล่าวว่า ส่วนในเชิงกระบวนการที่ต้องจับตามอง ต้องดูว่าครม.ชุดใหม่ จะมีมติยืนยันร่างรัฐธรรมนูญที่ค้างอยู่ในรัฐสภาหรือไม่ ร่างรัฐธรรมนูญที่ค้างอยู่ไม่ได้หมายถึงร่างของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯที่อยู่ในชั้นวาระ 2 พิจารณารายมาตรา แต่เป็นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาชน และร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทย ที่ผ่านวาระหนึ่งในขั้้นรับหลักการ ทั้ง 2 ร่างนี้ ครม.ชุดใหม่จะยืนยันหรือไม่ ถ้าครม.ยืนยันก็นำไปสู่การตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญฯชุดใหม่ เพื่อพิจารณาตามหลักการและเหตุผลของ 2 ร่างนี้ หากครม.ไม่ยืนยันภายใน 60 วัน จะต้องเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับหมวด 15/1 เพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อีกรอบ
นายพริษฐ์กล่าวว่า ไม่ว่าครม.ตัดสินใจอย่างไร พรรคประชาชนเห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หมวด 15/1ต้องเน้นการมีกลไกในจัดทำฉบับใหม่ที่ประชาชนมีส่วนร่วมให้ได้มากที่สุด และไม่ถูกผูกขาดโดยกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งทางการเมือง ส่วนขาที่ 2 มันมีบางประเด็นในรัฐธรรมนูญที่อาจจะต้องหรือสมควรแก้ไขรายมาตราคู่ขนานไปด้วย ประเด็นนี้พรรคประชาชนยืนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าไปแล้ว 2 ร่าง เป็นการแก้ไขรายมาตราคู่ขนานกับการจัดทำฉบับใหม่ โดยร่างที่ 1 คืนสิทธิ์ให้ประชาชนในการเข้าชื่อ เพื่อริเริ่มกระบวนการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่มันไม่ได้หมายถึงแค่การเข้าชื่อเพื่อริเริ่มการถอดถอน สส. สว. รัฐมนตรีอย่างเดียว แต่รวมไปถึงผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระด้วย เช่น ประชาชนเห็นพฤติกรรมของกกต.ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ประชาชนมีสิทธิ์เข้าชื่อ เพื่อริเริ่มกระบวนการถอดถอนได้ เปิดทางให้เรื่องเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา ส่วนร่างที่ 2 แก้มาตราเดียว เพื่อป้องกันการฮั้วระหว่างรัฐบาลกับป.ป.ช.
“รัฐธรรมนูญเปิดช่องให้สส.หรือประชาชนเข้าชื่อกล่าวหาป.ป.ช.ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ แต่ต้องผ่านประธานสภาฯก่อนให้ใช้ดุลพินิจก่อนส่งไปที่ศาลฎีกาเพื่อตั้งคณะไต่ส่วนอิสระตรวจสอบป.ป.ช.ทันทีทันใด ดูเหมือนไม่มีอะไร แต่สมมติรัฐบาลและป.ป.ช.ฮั้วกัน ป.ป.ช.ไม่ตรวจสอบรัฐบาล ถ้าประชาชนไปร้องป.ป.ช.ละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ก็ให้ประธานสภาฯที่เป็นคนจากพรรคแกนนำรัฐบาลปัดตกข้อร้องเรียนทั้งหมด กลายเป็นตรวจสอบป.ป.ช.ไม่ได้ เราถึงพยายามตัดดุลพินิจของประธานสภาฯออก”นายพริษฐ์ทิ้งท้ายชวนสังคมขบคิด